Thai news article: Jim Cramer นักวิเคราะห์การลงทุนชื่อดังจาก CNBC เตือนว่า ความเสี่ยงใหญ่ที่สุดของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในตอนนี้ไม่ใช่ภาระการลงทุนด้าน AI ของบริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยี แต่เป็นกระแสการเก็งกำไรใน “สินทรัพย์เสี่ยง” หลากหลายรูปแบบ ที่แทบไม่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจริง และมีลักษณะคล้ายฟองสบู่ช่วงปี 2000-2001
เขาระบุว่าขณะนี้มีเม็ดเงินจำนวนมากไหลเข้าสินทรัพย์ทางเลือก ตั้งแต่หุ้นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสำหรับ data center เช่น uranium, กลุ่ม quantum computing อย่าง QuantumScape และ D-Wave, หุ้นและอนุพันธ์ที่เชื่อมโยงกับ crypto เช่น Coinbase, Bullish, Circle, Robinhood ไปจนถึง leveraged ETF แบบ double และ triple รวมถึง zero-day options ซึ่งทั้งหมดเป็นสินทรัพย์ที่มีลักษณะเก็งกำไรสูง และเงินทุนส่วนใหญ่หมุนเวียนอยู่ใน “ทางตัน” ของตลาด มากกว่าจะถูกนำไปสร้างผลตอบแทนระยะยาวให้เศรษฐกิจจริง
เก็งกำไรสินทรัพย์เสี่ยงแรงขึ้น เทียบเท่าฟองสบู่ dot-com
Cramer มองว่าสินทรัพย์เหล่านี้มักถูกซื้อขายแบบ “มาเป็นกลุ่ม” โดยไม่ได้มีปัจจัยพื้นฐานเดียวกันรองรับ ตัวอย่างเช่น การเคลื่อนไหวของหุ้น Bloom Energy ที่ไปในทิศทางเดียวกับกองทุน Direxion Daily Uranium Bull 2X ETF หรือการที่ Solana เคลื่อนไหวสอดคล้องกับ Palantir ทั้งที่ไม่มีดัชนีใดกำหนดความเชื่อมโยงดังกล่าวอย่างเป็นทางการ แต่ตลาดกลับยอมรับรูปแบบการเคลื่อนไหวเชิงเก็งกำไรเช่นนี้ว่าเป็นเรื่องปกติ
เขายังชี้ว่าตลาดให้ความสำคัญเกินจริงกับความเสี่ยงจากภาระลงทุนด้าน AI ของบริษัทขนาดใหญ่ เช่น Nvidia ขณะเดียวกันกลับมองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่าลูกค้าจำนวนมากของ Nvidia เริ่มสร้างรายได้ระดับพันล้านดอลลาร์จากการใช้งานชิปในเชิงธุรกิจจริงแล้ว ในมุมมองของ Cramer ภาระ capex ด้าน AI จึงอาจไม่ใช่ “ต้นทุนจม” ตามที่ถูกวิจารณ์ และเมื่อเทียบกันแล้ว ความเสี่ยงเชิงระบบจากการเก็งกำไรในสินทรัพย์เสี่ยงน่ากังวลมากกว่า
ในทางกลับกัน เขามองว่า crypto และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องทั้งระบบยังขาดการใช้งานเชิงพาณิชย์อย่างแพร่หลาย และมีความเปราะบางต่อความล้มเหลวของผู้เล่นรายใหญ่ เช่น Strategy (เดิม Microstrategy) ขณะเดียวกัน พลังงานทางเลือกจำนวนมากที่ถูกนำเสนอในฐานะตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล ก็ยังไม่ได้กลายเป็นแหล่งพลังงานหลักของ data center ซึ่งยังคงพึ่งพา natural gas เป็นหลัก เนื่องจากต้นทุนต่ำและเข้าถึงได้ง่ายกว่า
เขายังโจมตีสถาบันการเงินรายใหญ่ที่เร่งออก leveraged ETF, active ETF และอนุพันธ์หลากหลายรูปแบบที่อิงกับสินทรัพย์เสี่ยงเหล่านี้ เพื่อตอบสนองความต้องการเก็งกำไรของนักลงทุนรายย่อย โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนอายุน้อย พร้อมเก็บค่าธรรมเนียมในระดับสูง แม้ว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะไม่ใช่แนวทางสร้างความมั่งคั่งระยะยาวอย่างยั่งยืนก็ตาม
Cramer เปรียบสถานการณ์ปัจจุบันกับฟองสบู่ dot-com โดยมองว่าตลาดกำลังเข้าใกล้ระดับ “ขยะเก็งกำไร” ที่คล้ายช่วงปี 2000-2001 อีกครั้ง แต่ต่างจากอดีตตรงที่คราวนี้นักลงทุนไม่สามารถอ้างได้ว่า “ไม่รู้เท่าทัน” เพราะได้เห็นบทเรียนจากฟองสบู่ครั้งก่อนมาแล้ว เขาเตือนว่าหากกระแสเก็งกำไรเดินหน้าต่อโดยไม่มีการทบทวน “คนรุ่นใหม่” ในตลาดหุ้นอาจต้องเผชิญการขาดทุนหนักซ้ำรอยรุ่นก่อน ขณะที่ผู้ได้ประโยชน์หลักยังคงเป็นผู้ออกผลิตภัณฑ์การเงิน มากกว่านักลงทุนที่เข้ามาเก็งกำไรเอง








