คณะกรรมการกรมการเมือง (Politburo) ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนประกาศจะใช้นโยบายการคลังเชิงรุกมากขึ้นควบคู่กับนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายในปี 2026 เพื่อรับมือความปั่นป่วนด้านการค้าและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แม้ความตึงเครียดด้านการค้ากับสหรัฐจะผ่อนคลายลงบางส่วนก็ตาม โดยตั้งเป้าผลักดัน “การยกระดับเชิงคุณภาพอย่างมีประสิทธิภาพควบคู่กับการเติบโตเชิงปริมาณในระดับเหมาะสม”
แถลงการณ์หลังการประชุม Politburo ระบุว่าจีนจะ “แสวงหาความก้าวหน้าโดยคงเสถียรภาพ” ในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจปีหน้า เน้นการประสานมาตรการภายในประเทศกับการรับมือ “การต่อสู้” ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงให้ความสำคัญกับมิติด้านการพัฒนาและความมั่นคงไปพร้อมกัน
Politburo ย้ำให้อุปสงค์ภายในประเทศเป็น “แรงขับเคลื่อนหลัก” ของเศรษฐกิจจีน ผ่านการเสริมความแข็งแกร่งของตลาดภายในประเทศ เดินหน้าส่งเสริมนวัตกรรมและเร่งพัฒนา “แรงขับเคลื่อนการเติบโตใหม่” เพื่อลดการพึ่งพาการส่งออก และรองรับแรงกดดันจากสภาพแวดล้อมการค้าระหว่างประเทศที่ตึงตัวมากขึ้น
สัญญาณเชิงนโยบายและนัยต่อไทย
ตามธรรมเนียม การประชุมเดือนธันวาคมของ Politburo มักเป็นสัญญาณนำไปสู่การประชุม Central Economic Work Conference ซึ่งจะกำหนดกรอบและทิศทางนโยบายเศรษฐกิจประจำปีอย่างเป็นทางการ ทำให้ถ้อยคำเกี่ยวกับ “การต่อสู้ด้านเศรษฐกิจและการค้า” ถูกจับตามองว่าเป็นสัญญาณว่าปักกิ่งยังประเมินความเสี่ยงจากตลาดต่างประเทศในระดับสูง
นักวิเคราะห์จาก Economist Intelligence Unit มองว่าการยกระดับประเด็นการรักษาเสถียรภาพการค้า โดยเฉพาะความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศนอกสหรัฐ ขึ้นเป็นหนึ่งใน “ความสำคัญระดับพรรค” สะท้อนว่าจีนเตรียมใช้นโยบายการคลังและการเงินเชิงรุกเพื่อประกันการเติบโต ท่ามกลางความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการกีดกันทางการค้าที่อาจยืดเยื้อ
สำหรับไทย การที่จีนเร่งพึ่งพาตลาดภายในมากขึ้นอาจทำให้การเติบโตของการส่งออกไทยไปจีนชะลอลงเมื่อเทียบกับอดีต ขณะที่หากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนได้ผล ก็จะช่วยพยุงอุปสงค์ต่อสินค้าเกษตร สินค้าอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยวจากไทย แต่ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเตรียมรับมือการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากสินค้าจีนในตลาดที่สาม เนื่องจากปักกิ่งอาจผลักดันผู้ผลิตของตนออกสู่ตลาดโลกมากขึ้น เพื่อชดเชยดีมานด์ในประเทศที่ผันผวน








