F.L.Putnam Investment Management แนะนำให้นักลงทุนให้น้ำหนักหุ้น Taiwan Semiconductor Manufacturing (TSMC) มากกว่า Nvidia เพื่อเก็งโอกาสจากกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ยังเติบโตแข็งแกร่ง แม้ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ตลาดเริ่มกังวลมากขึ้นทั้งเรื่องมูลค่าหุ้นที่แพงและความยั่งยืนของการลงทุนในกลุ่มนี้
มองฟองสบู่ AI แต่ชูจุดแข็งโครงสร้างของ TSMC
Ellen Hazen หัวหน้ากลยุทธ์การตลาดและผู้จัดการพอร์ตของ F.L.Putnam ประเมินว่าตลาด AI มีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะฟองสบู่ จากเม็ดเงินลงทุนจำนวนมากที่ไหลเข้าสู่เทคโนโลยีใหม่ แต่คาดว่าความรุนแรงไม่น่าจะเทียบได้กับฟองสบู่ dot-com ช่วงปลายทศวรรษ 1990 หรือรอบการบูมและทรุดตัวของธุรกิจรถไฟในศตวรรษที่ 19 เนื่องจากดีลด้าน AI ส่วนใหญ่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยการก่อหนี้เป็นหลัก และราคาหุ้นเทคโนโลยีจำนวนมากยังได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของกำไรจริง
แม้ยังถือหุ้นทั้ง Nvidia และ TSMC ในพอร์ต Hazen ระบุว่า TSMC มีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างในธุรกิจชิป จากสถานะเป็นผู้ผลิตหลักให้กับ Nvidia, Apple และ Advanced Micro Devices ซึ่งเป็นบริษัทออกแบบชิปที่ไม่มีโรงงานผลิตเอง ส่งผลให้ TSMC กลายเป็นศูนย์กลางของห่วงโซ่อุปทานชิป AI ระดับโลก
ราคาหุ้น TSMC ปรับขึ้นแล้วกว่า 52% นับจากต้นปี ตามอุปสงค์ชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูงที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา กลุ่มธุรกิจ high-performance computing ซึ่งรวมการใช้งานด้าน AI และ 5G มีสัดส่วนรายได้ถึง 57% และเป็นแหล่งรายได้หลักของบริษัท
Hazen ชี้ว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา คู่แข่งหลักในธุรกิจ foundry ค่อยๆ ถอยห่าง จนไม่มีรายใดมีเทคโนโลยีกระบวนการผลิตชิปที่ทัดเทียมกับ TSMC ทำให้บริษัทมี “moat” ที่ชัดเจนในตลาด และแม้ในกรณีที่ Nvidia สูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับผู้พัฒนาเทคโนโลยีรายอื่นอย่าง Google TPU หรือผู้เล่นรายใหม่ TSMC ก็ยังมีโอกาสรับจ้างผลิตชิปให้ผู้เล่นเหล่านั้นต่อได้อยู่ดี
สำหรับ Nvidia Hazen มองว่าการที่รัฐบาลภายใต้ประธานาธิบดี Donald Trump อนุญาตให้บริษัทขายชิป H200 ให้กับลูกค้าในจีนที่ได้รับอนุมัติ เป็นปัจจัยบวกด้านจิตวิทยาต่อหุ้น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนภาพรวมระยะยาวของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ แม้ผู้บริหาร Nvidia จะประเมินว่าดีลในจีนอาจเพิ่มรายได้ราว 3.5 พันล้านดอลลาร์ต่อไตรมาส แต่คิดเป็นการเติบโตของกำไรเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ยังมีความไม่แน่นอนว่าจีนจะซื้อชิปดังกล่าวในปริมาณเท่าใด ท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลปักกิ่งในการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากสหรัฐอย่างต่อเนื่อง








