โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ลงนามคำสั่งบริหารกำหนดกรอบกฎระเบียบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับชาติแบบมาตรฐานเดียว เปิดทางให้กฎหมายกลางมีอำนาจเหนือกฎหมายของมลรัฐ และลดบทบาทการกำกับดูแลของมลรัฐใหญ่สายเดโมแครตอย่าง California และ New York ในอุตสาหกรรม AI ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
คำสั่งบริหารฉบับนี้มุ่งสร้าง “single national AI regulation framework” แทนระบบปัจจุบันที่แต่ละมลรัฐออกกติกา AI ของตัวเองหลากหลายรูปแบบ ซึ่งฝ่ายสนับสนุนมองว่าเป็นอุปสรรคต่อความสามารถในการแข่งขันของสหรัฐใน “การแข่งขัน AI ระดับโลก” โดยสาระสำคัญคือการผลักดันให้กฎของรัฐบาลกลางมีผลครอบคลุมและล้มล้างกฎหมาย AI ของมลรัฐที่มีเนื้อหาขัดแย้งกัน
เทคโนโลยีใหญ่ได้แรงหนุน กดดันกฎหมายรัฐ-สะเทือนถึงมาตรฐานไทย
การขยับครั้งนี้ถือเป็นชัยชนะของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่น OpenAI, Google และกองทุนลงทุนด้านเทคโนโลยีอย่าง Andreessen Horowitz ที่ล็อบบี้มายาวนานเพื่อลดอำนาจมลรัฐในการออกกฎหมายควบคุม AI โดยมองว่ากฎระเบียบบางฉบับของมลรัฐเข้มงวดเกินไปและสร้างภาระไม่จำเป็นต่อการพัฒนาและการนำ AI ไปใช้เชิงพาณิชย์
คำสั่งยังสั่งการให้กระทรวงยุติธรรมตั้ง “AI Litigation Task Force” ทำหน้าที่เฉพาะในการฟ้องร้องหรือท้าทายกฎหมาย AI ของมลรัฐที่สวนทางกับกรอบระดับชาติ พร้อมใช้แรงจูงใจทางงบประมาณกดดันมลรัฐที่ไม่ปฏิบัติตาม โดยให้รัฐมนตรีพาณิชย์กำหนดเงื่อนไขใหม่ภายใน 90 วัน ว่ามลรัฐต้องปฏิบัติตามอย่างไรจึงจะมีสิทธิ์เข้าถึงงบประมาณที่เหลือภายใต้โครงการ Broadband Equity Access and Deployment (BEAD) วงเงินรวม 42.5 พันล้านดอลลาร์ เพื่อขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชนบท
ในเชิงการเมือง บริษัท AI ระดมการล็อบบี้เข้มข้นมากขึ้น ทั้งการตั้งสำนักงานใกล้รัฐสภาสหรัฐ และการสนับสนุน super PAC ที่มีงบอย่างน้อย 100 ล้านดอลลาร์เพื่อใช้ในการเลือกตั้งกลางปี 2026 สะท้อนว่าอุตสาหกรรม AI กำลังกลายเป็นฐานผลประโยชน์สำคัญในการกำหนดทิศทางกฎหมายและนโยบายเทคโนโลยีของสหรัฐในระยะยาว
สำหรับผลต่อไทย การมีกรอบ AI ระดับชาติแบบมาตรฐานเดียวของสหรัฐจะทำให้กฎเกณฑ์การปฏิบัติตาม (compliance) ของแพลตฟอร์มและบริการ AI จากสหรัฐมีความชัดเจนและเป็นรูปแบบเดียวกัน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อบริษัทไทยที่ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้หรือร่วมพัฒนาโซลูชันกับคู่ค้าสหรัฐ ขณะเดียวกัน มาตรฐานด้านความเสี่ยง กฎหมายข้อมูล และความรับผิดของผู้ให้บริการ AI ที่สหรัฐกำหนด อาจกลายเป็นหนึ่งใน “benchmark” สำคัญที่หน่วยงานกำกับและผู้กำหนดนโยบายไทยต้องนำไปเปรียบเทียบเมื่อตรากฎหมายหรือแนวปฏิบัติด้าน AI ในประเทศต่อไป








