มาเลเซียถูกประเมินว่ามีบทบาทสำคัญในตลาด rare earth โลกในฐานะผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ rare earth ที่ผ่านการแปรรูประดับสูงเป็นอันดับสองรองจากจีน แต่รายงานฉบับใหม่เตือนว่าประเทศยังใช้ศักยภาพได้ไม่เต็มที่ เพราะยังขาดการต่อยอดห่วงโซ่มูลค่าเพิ่มในขั้นผลิตชิ้นส่วนและเทคโนโลยีปลายน้ำ
รายงานระบุว่า มาเลเซียมีจุดแข็งด้านการกลั่นและแปรรูป rare earth oxides โดยเฉพาะ praseodymium และ neodymium ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตแม่เหล็กถาวรสำหรับมอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง แต่ในประเทศยังแทบไม่มีการผลิตแม่เหล็ก rare earth และชิ้นส่วนประกอบที่ใช้ในอุตสาหกรรมปลายน้ำ
ช่องว่างห่วงโซ่มูลค่าและโอกาสท้าชนจีน
ช่องว่างดังกล่าวทำให้มาเลเซียยังพึ่งพารายได้จากการส่งออกวัตถุดิบแปรรูปมากกว่าการสร้างมูลค่าเพิ่มจากอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ขณะที่จีนครองความได้เปรียบจากการควบคุมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ตั้งแต่การทำเหมือง การกลั่น ไปจนถึงการผลิตแม่เหล็กและชิ้นส่วนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีพลังงานสะอาด
รายงานชี้ว่าหากมาเลเซียสามารถดึงดูดการลงทุนด้านการผลิตแม่เหล็ก rare earth และส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องเข้าสู่ประเทศได้ จะช่วยขยายห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ ลดการพึ่งพาตลาดเดี่ยว และเพิ่มอำนาจต่อรองในตลาดโลกที่มีการแข่งขันสูงขึ้นจากประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์และข้อจำกัดการส่งออกจากจีน
ในระยะกลาง มาเลเซียถูกมองว่ามีโอกาสพัฒนาตนเองเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทาน rare earth ทางเลือกสำหรับผู้ผลิตในต่างประเทศที่ต้องการกระจายความเสี่ยงจากจีน แต่ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับนโยบายอุตสาหกรรมที่ชัดเจน การพัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากรในประเทศ รวมถึงกรอบกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมที่สมดุลกับความต้องการลงทุนต่างชาติ








