ดัชนี S&P 500 เคลื่อนไหวปรับลงต่อเนื่องเป็นวันที่สี่ โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน AI ถูกเทขายหนัก ท่ามกลางความกังวลว่าการใช้จ่ายด้านศูนย์ข้อมูลอาจสูงเกินไป ขณะที่หุ้นกลุ่มกลาโหมสหรัฐฯ อ่อนตัวจากรายงานว่ารัฐบาล Trump เตรียมออกกฎจำกัดการจ่ายเงินปันผล การซื้อหุ้นคืน และค่าตอบแทนผู้บริหารของผู้รับเหมาด้านกลาโหม
แรงกดดันจากโครงสร้างพื้นฐาน AI ลุกลามสู่หุ้นอุตสาหกรรม–กลาโหม
แรงกดดันฝั่ง AI เริ่มจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผู้สนับสนุนด้านการเงินรายหนึ่งของศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ของ Oracle หลัง Financial Times รายงานว่าการเจรจากับ Blue Owl Capital ชะงักลงจากความกังวลเรื่องผลตอบแทนการลงทุน แม้ Oracle จะออกมาปฏิเสธและยืนยันว่าดำเนินความร่วมมือกับ Related Digital ตามกำหนด แต่ตลาดยังไม่คลายกังวล ส่งผลให้ภาพรวมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ถูกประเมินความเสี่ยงกันใหม่
แรงขายลุกลามจากหุ้นเทคโนโลยีไปยังหุ้นอุตสาหกรรมที่อยู่ในห่วงโซ่การสร้างศูนย์ข้อมูล โดยเฉพาะผู้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าและระบบผลิตพลังงาน นักลงทุนกังวลว่าความล่าช้าในโครงการอาจลุกลามไปสู่การยกเลิกคำสั่งซื้อส่วนประกอบสำคัญ ส่งผลให้ราคาหุ้น Eaton, GE Vernova, Caterpillar, Vertiv และ Cummins ปรับตัวลงพร้อมกัน
กรณีของ GE Vernova ถูกจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากก่อนหน้านี้ราคาหุ้นเพิ่งพุ่งแรงตามการนำเสนอข้อมูลกับนักลงทุน แต่ล่าสุดให้ผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นเกือบทั้งหมดคืนกลับ แม้บริษัทเพิ่งระบุว่าในไตรมาสนี้เซ็นสัญญาขายเครื่องกังหันก๊าซแล้ว 18 กิกะวัตต์ และมียอดขายอุปกรณ์ใหม่เต็มกำลังการผลิตยาวถึงปี 2028 สะท้อนความผันผวนสูงของหุ้นในธีมโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสำหรับ AI ท่ามกลางกระแสหมุนเงินไปหาหุ้นพื้นฐานมั่นคงอย่าง Procter & Gamble
ด้านหุ้นกลาโหม แรงขายเพิ่มขึ้นหลังมีรายงานว่ารัฐบาล Trump กำลังเตรียมออกคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อจำกัดเงินปันผล การซื้อหุ้นคืน และค่าตอบแทนผู้บริหารของผู้รับเหมาที่มีโครงการล่าช้าหรือเกินงบประมาณ หุ้น Lockheed Martin, L3Harris และ RTX Corp เคลื่อนไหวอ่อนตัว โดยข้อมูลจาก Bank of America ระบุว่า L3Harris ใช้เงินเพื่อตอบแทนผู้ถือหุ้นในช่วง 12 เดือนคิดเป็นสัดส่วนสูงสุดราว 7% ของมูลค่าตลาด ตามด้วย Lockheed Martin ราว 6% ขณะที่ RTX อยู่ราว 2%
Boeing ซึ่งเผชิญปัญหาในโครงการด้านกลาโหมมาหลายปี ถูกประเมินว่าอาจได้รับผลกระทบน้อยจากข้อเสนอคำสั่งดังกล่าว เนื่องจากไม่ได้คืนเงินให้ผู้ถือหุ้นในรอบปีที่ผ่านมา และยังมีภาระหนี้สูง โดย FactSet คาดว่า Boeing จะปิดปี 2025 ด้วยภาระหนี้สุทธิราว 26.2 พันล้านดอลลาร์ และมี free cash flow ติดลบราว 2.3 พันล้านดอลลาร์ ก่อนที่ตัวเลขทั้งสองจะทยอยดีขึ้นในปี 2026 โดยหนี้สุทธิลดลงมาแถว 21 พันล้านดอลลาร์ และ free cash flow พลิกเป็นบวกประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์
นักลงทุนยังจับตาปัจจัยระยะสั้นที่จะมีผลต่อคำมั่นลงทุนในธีม AI เพิ่มเติม โดยเฉพาะผลประกอบการของ Micron ซัพพลายเออร์สำคัญในระบบนิเวศ AI ที่จะประกาศในคืนนี้ ขณะที่ก่อนตลาดเปิดวันพฤหัสบดีจะมีการรายงานผลประกอบการจาก Darden, Cintas, Accenture และ CarMax รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอย่างดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนพฤศจิกายน และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ซึ่งล้วนมีศักยภาพสร้างความผันผวนเพิ่มเติมต่อการประเมินมูลค่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมในสหรัฐฯ








