Google เร่งพลิกสถานการณ์ในธุรกิจ AI หลังมอบหมายให้ Josh Woodward ผู้บริหารสายผลิตภัณฑ์เข้ามาดูแล Gemini app ตั้งแต่เดือนเมษายน ส่งผลให้บริการ AI หลักของบริษัทกลับมาฟื้นตัวทั้งด้านจำนวนผู้ใช้งานและความเชื่อมั่นของนักลงทุน ท่ามกลางการแข่งขันรุนแรงกับ OpenAI และผู้เล่นรายอื่นในตลาด generative AI
Woodward วัย 42 ปี เป็นพนักงาน Google มานาน 16 ปี เริ่มจากการเป็น intern ด้าน product management ในปี 2009 ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง VP ของ Google Labs และรับหน้าที่กำหนดทิศทาง Gemini app ซึ่งถูกวางให้เป็นศูนย์กลางกลยุทธ์ AI ใหม่ของบริษัท ในช่วงที่นักวิเคราะห์คาดว่าพฤติกรรมผู้บริโภคจะค่อยๆ ขยับจากการ search แบบเดิมไปสู่ AI app เชิงสนทนาและมัลติมีเดีย
ก่อนการเปลี่ยนแปลง Google เผชิญแรงกดดันอย่างหนัก โดยราคาหุ้น Alphabet ร่วง 18% ในไตรมาสแรกปี 2025 ถือเป็นผลตอบแทนรายไตรมาสที่แย่ที่สุดนับจากปี 2022 และสร้างความกังวลว่าบริษัทอาจสูญเสียสถานะ “ประตูหน้าอินเทอร์เน็ต” ท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของ ChatGPT จาก OpenAI และบริการคู่แข่งรายอื่น เช่น Anthropic
จุดเปลี่ยน Gemini ดันผู้ใช้-ความเชื่อมั่นกลับมา
จุดเปลี่ยนสำคัญของทีม Gemini เกิดขึ้นปลายเดือนสิงหาคม เมื่อเปิดตัว Nano Banana ฟีเจอร์ image generator ที่ให้ผู้ใช้ผสมภาพหลายใบเพื่อสร้าง “ฟิกเกอร์ดิจิทัล” ส่วนบุคคล ความนิยมของบริการพุ่งขึ้นจนกระทบระบบโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ของ Google ถึงขั้นต้องจำกัดการใช้งานชั่วคราวเพื่อป้องกันภาระโหลดเกินบน tensor processing units (TPUs) ชิปเฉพาะทางที่บริษัทออกแบบเอง
กระแสของ Nano Banana ช่วยหนุนให้ Gemini app มียอดการสร้างภาพทะลุ 5 พันล้านภาพภายในสิ้นเดือนกันยายน และขึ้นอันดับหนึ่งบน Apple App Store แซง ChatGPT พร้อมถูกนำไปต่อยอดในผลิตภัณฑ์อื่นของ Google เช่น Google Lens และ Circle to Search ทั้งนี้ Alphabet ประกาศว่าจะเพิ่มงบลงทุนสินทรัพย์ถาวรปี 2025 เป็นราว 91,000–93,000 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าคาดการณ์เดิม เพื่อรองรับการขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI
ตัวเลขผู้ใช้ผลิตภัณฑ์หลักของ Google สะท้อนการฟื้นตัวอย่างชัดเจน เดือนตุลาคมบริษัทเปิดเผยว่า Gemini app มีผู้ใช้ประจำรายเดือนเพิ่มจาก 350 ล้านคนในเดือนมีนาคมเป็น 650 ล้านคน ขณะที่ฟีเจอร์ AI Overviews สำหรับสรุปคำตอบในหน้า search มีผู้ใช้กว่า 2,000 ล้านคนต่อเดือน ฝั่ง OpenAI ระบุว่า ChatGPT มีผู้ใช้ราว 800 ล้านคนต่อสัปดาห์ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน
Google ยังเดินหน้าพัฒนาโมเดลใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเปิดตัว Gemini 3 เมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งได้รับความสนใจจากวงการเทคโนโลยีอย่างมาก ควบคู่กับการที่ Woodward ยังคงดูแล Google Labs ซึ่งเป็นศูนย์รวมโครงการทดลองด้าน AI เช่น NotebookLM แพลตฟอร์มที่วิเคราะห์และสรุปเอกสารที่ผู้ใช้อัปโหลด ตลอดจนโปรเจ็กต์ใหม่ๆ อย่างเครื่องมือช่วยเขียนโค้ดและระบบสร้างวิดีโอด้วย AI
บทบาทของ Woodward ถูกมองว่าสำคัญทั้งในด้านการเร่งนวัตกรรมและการบริหารความเสี่ยง เขาต้องรักษาสมดุลระหว่างการผลักดันผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างรวดเร็วเพื่อตีตื้นคู่แข่ง กับการป้องกันผลกระทบด้านลบจาก AI เช่น เนื้อหาคุณภาพต่ำ ข้อมูลผิดพลาด และภาพหรือวิดีโอที่บิดเบือนความจริง ซึ่งเริ่มแพร่กระจายบนแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ
ภายในองค์กร Woodward เป็นที่รู้จักในฐานะผู้บริหารที่ช่วยลดขั้นตอนราชการและคลี่คลาย “คอขวด” ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เขาตั้งระบบแจ้ง “block” เพื่อให้ทีมงานรายงานอุปสรรคและให้ทีมส่วนกลางเข้ามาจัดการ รวมถึงโครงการ “Papercuts” เพื่อแก้ปัญหารายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่สร้างความหน่วงให้ผู้ใช้ เช่น การปรับให้ผู้ใช้เปลี่ยนโมเดลกลางบทสนทนาใน Gemini app ได้โดยไม่ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด
ด้วยแรงส่งจากยอดผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้น ความคืบหน้าของโมเดล Gemini รุ่นล่าสุด และการกลับมาของความเชื่อมั่นในตลาดทุน ราคาหุ้น Alphabet ปีนี้ปรับตัวขึ้นแล้วราว 62% แซงหน้าหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่อื่นๆ เช่น Meta ซึ่งเพิ่มขึ้นราว 13% ตลาดจึงจับตาว่า Google และทีมของ Woodward จะเดินเกมอย่างไรในปี 2026 เพื่อรักษาโมเมนตัมและสถานะผู้นำในสมรภูมิ AI ระดับโลกต่อไป
ที่มา: https://www.cnbc.com/2025/12/20/josh-woodward-google-gemini-ai-safety.html








