Kevin Hassett ที่ปรึกษาเศรษฐกิจของทำเนียบขาวและแคนดิเดตตัวเก็งชิงตำแหน่งประธาน Fed คนต่อไป ระบุว่า Fed ปรับลดดอกเบี้ยล่าช้ากว่าธนาคารกลางหลักอื่นทั่วโลก เสี่ยงทำให้เศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัว แม้ตัวเลขการเติบโตระยะสั้นยังแข็งแรงกว่าคาด ขณะที่ทำเนียบขาวส่งสัญญาณต้องการผู้ว่าฯ Fed คนใหม่ที่สนับสนุนนโยบายดอกเบี้ยต่ำอย่างชัดเจน
สหรัฐล้าหลังรอบลดดอกเบี้ยโลก กระทบต้นทุนการเงินและความผันผวนตลาด
Hassett กล่าวในรายการ “Money Movers” ของ CNBC ว่าเศรษฐกิจสหรัฐไตรมาส 3 ขยายตัวในอัตราปีละ 4.3% สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 3.2% โดยเขาประเมินว่าราว 1.5 จุดเปอร์เซ็นต์ของการเติบโตมาจากผลของนโยบายภาษีศุลกากรของประธานาธิบดี Donald Trump ที่ช่วยลดดุลการค้า ขณะเดียวกันเขาเห็นว่าแรงหนุนจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์กำลังกระตุ้นการเติบโตและช่วยกดดันเงินเฟ้อให้ต่ำลง
แม้เศรษฐกิจยังขยายตัวดี Fed เพิ่งปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงเพียง 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์เมื่อ 10 ธ.ค. ซึ่งถือเป็นครั้งที่สามของปีนี้ และยังส่งสัญญาณว่าจังหวะการลดดอกเบี้ยต่อจากนี้อาจช้าลง ทั้งยังมีกรรมการ Fed ถึง 3 คนลงมติไม่เห็นด้วยกับการปรับลดล่าสุด ถือเป็นจำนวนเสียงคัดค้านมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2019 สะท้อนความเห็นที่แตกต่างกันภายในธนาคารกลางต่อทิศทางนโยบายการเงิน
Hassett มองว่าหากเทียบกับธนาคารกลางในประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ สหรัฐถือว่าล้าหลังอย่างมากในด้านการปรับลดดอกเบี้ย ซึ่งอาจทำให้ภาระต้นทุนการเงินของภาคเอกชนและผู้บริโภคสหรัฐยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับคู่ค้า กระทบศักยภาพการแข่งขัน และเสี่ยงกดดันกิจกรรมเศรษฐกิจในระยะถัดไป
ประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการคาดการณ์ว่าประธานาธิบดี Trump จะเสนอชื่อประธาน Fed คนใหม่ ก่อนวาระของ Jerome Powell จะสิ้นสุดในเดือนพฤษภาคม โดย Trump ระบุว่าต้องการผู้ว่าฯ ที่ “เชื่อในดอกเบี้ยที่ต่ำลงอย่างมาก” ทำให้ตลาดจับตาความเป็นอิสระเชิงนโยบายของ Fed หาก Hassett หรือผู้ใกล้ชิดทำเนียบขาวได้รับตำแหน่ง
สำหรับไทย ท่าทีลดดอกเบี้ยที่ล่าช้าของ Fed เทียบกับประเทศอื่นมีนัยต่อค่าเงินดอลลาร์และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย ซึ่งอาจทำให้ความผันผวนในตลาดเงินและตลาดตราสารหนี้ไทยเพิ่มขึ้น และส่งผลต่อภาระดอกเบี้ยของภาคเอกชนไทยที่กู้ยืมเงินสกุลดอลลาร์ โดยเฉพาะหากตลาดเริ่มคาดการณ์การลดดอกเบี้ยของสหรัฐเร็วหรือแรงกว่าที่ Fed ส่งสัญญาณในปัจจุบัน








