Bank of America ประเมินว่าเงินปันผลรวมของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐจะเร่งตัวขึ้นในปี 2026 ตามหลังการขยายตัวของกำไรต่อหุ้นของ S&P 500 ที่โดดเด่นในปี 2025 พร้อมชี้ว่าหุ้นอเมริกันบางตัวในดัชนีหลักยังให้ Dividend yield สูงกว่าตลาดในระดับที่ยังไม่ตึงตัวเกินไป
แนวโน้มเงินปันผลและหุ้นเด่นยีลด์สูง
Savita Subramanian หัวหน้าฝ่าย U.S. equity and quant strategy ของ Bank of America คาดว่าเงินปันผลของตลาดหุ้นสหรัฐจะเติบโตปีต่อปีราว 8% ในปี 2026 เพิ่มขึ้นจากราว 7% ในปี 2025 โดยอ้างอิงรูปแบบในอดีตที่เงินปันผลมักเติบโตช้ากว่ากำไรต่อหุ้นราวสามไตรมาส ทั้งนี้อัตรา Dividend payout ratio ของ S&P 500 ปัจจุบันอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ราว 30% สะท้อนว่าบริษัทจดทะเบียนยังมีช่องว่างในการเพิ่มการจ่ายปันผลได้อีก
Bank of America ระบุว่าในภาวะที่ผลตอบแทนรวมจากการลงทุน (total return) จะต้องพึ่งพาเงินปันผลมากขึ้น นักลงทุนควรมองหาหุ้นที่มี Dividend yield สูงกว่าตลาดอย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่สูงจนสะท้อนความเสี่ยงหรือปัญหาพื้นฐาน โดยใช้ S&P 500 ซึ่งมี Dividend yield ราว 1.1% เป็นฐานเปรียบเทียบ ทีมวิจัยใช้วิธีคัดกรองจากหุ้นในดัชนี Russell 1000 แล้วจัดอันดับจาก Dividend yield ย้อนหลัง 12 เดือน ปรับปรุงข้อมูลทุกเดือน และเน้นหุ้นในกลุ่มควอไทล์ที่สอง เพื่อลดความเสี่ยงจากหุ้นที่ยีลด์สูงเพราะราคาหุ้นร่วงแรงก่อนถูกลดปันผล
ผลประกอบการ Reynolds Consumer ดีกว่าคาด
หนึ่งในหุ้นเด่นคือ Reynolds Consumer Products ผู้ผลิต Hefty และ Reynolds Wrap ซึ่งให้อัตรา Dividend yield ราว 4% บริษัทประกาศผลประกอบการไตรมาสสามปีที่แล้วดีกว่าคาดในด้านรายได้และ EBITDA ปรับปรุง แม้กำไรต่อหุ้นปรับปรุงจะต่ำกว่าประมาณการเล็กน้อย ขณะที่ราคาเป้าหมายเฉลี่ยของนักวิเคราะห์จาก FactSet ยังสะท้อน Upside ราว 20% แม้ราคาหุ้นจะปรับตัวลงราว 14% ในรอบปีที่ผ่านมา
หุ้น Macy’s พุ่งรับเดินหน้าแผนฟื้นฟูกิจการ
Macy’s ถูกคัดเข้ารายชื่อด้วย โดยมี Dividend yield ประมาณ 3.2% และราคาหุ้นเพิ่มขึ้นราว 37% ในช่วง 12 เดือนหลัง บริษัทห้างสรรพสินค้ารายนี้รายงานกำไรต่อหุ้นปรับปรุงไตรมาสสามสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาด และรายได้เหนือกว่าประมาณการ พร้อมปรับเพิ่มประมาณการยอดขายและกำไรทั้งปี ท่ามกลางการเดินหน้าแผนฟื้นฟูกิจการที่เน้นลงทุนด้านบุคลากรและปิดสาขาที่ผลการดำเนินงานต่ำ
Prologis พุ่งเกือบ 24% ในรอบปี
ด้าน Prologis ซึ่งเป็น REIT ที่เน้นคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าสำหรับอีคอมเมิร์ซ ให้ Dividend yield ราว 3.1% และราคาหุ้นพุ่งขึ้นเกือบ 24% ในรอบปีที่ผ่านมา บริษัทได้ปรับเพิ่มประมาณการ core FFO ปี 2025 ตั้งแต่เดือนตุลาคม ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญของกระแสเงินสดในกลุ่ม REIT นักวิเคราะห์ใน FactSet ให้คำแนะนำเฉลี่ยในระดับ overweight และยังมองว่ายังมี Upside เพิ่มอีกเล็กน้อยจากราคาเป้าหมายเฉลี่ยปัจจุบัน
Exxon Mobil ยังมี Upside
Exxon Mobil เป็นอีกหนึ่งหุ้นกลุ่มพลังงานที่อยู่ในลิสต์ โดยให้ Dividend yield ราว 3.4% และราคาหุ้นปรับขึ้นประมาณ 14% ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา ช่วงปลายปี 2025 หุ้นปิดการซื้อขายเหนือระดับ 120 ดอลลาร์ต่อหุ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งถูกมองว่าเป็นแนวต้านสำคัญ นักวิเคราะห์ใน FactSet ให้คำแนะนำเฉลี่ยในระดับ overweight และประเมินว่าราคาหุ้นยังมี Upside ราว 7.4% จากราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่กำหนดในปัจจุบัน
ที่มา: https://www.cnbc.com/2026/01/03/bank-of-america-expects-a-boost-in-dividend-growth-in-2026.html








