บริษัทหลักทรัพย์ Roth เริ่มเปิดคำแนะนำหุ้น Insmed ด้วยคำแนะนำ “ซื้อ” และตั้งราคาเป้าหมายที่ 212 ดอลลาร์ต่อหุ้น คิดเป็นอัพไซด์ราว 32% จากระดับปัจจุบัน โดยมองว่าหุ้นยังมีโอกาสปรับขึ้นต่อ จากแรงหนุนยอดขายยาหลัก Brinsupri ที่ออกมาดีกว่าคาด และปัจจัยบวกจากผลการทดลองทางคลินิกชุดใหม่ที่จะทยอยประกาศในปีนี้
หุ้น Insmed ปรับขึ้นแล้วราว 160% ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา แต่นักวิเคราะห์ของ Roth มองว่ายัง “อยู่ในจุดที่พร้อมรับอัพไซด์ในปี 2026” จากศักยภาพของสินทรัพย์หลักและพอร์ตการพัฒนายาระยะยาวของบริษัท
Brinsupri แรงต่อ-รอผลทดลอง Arikayce และ TPIP หนุนเพิ่ม
Adam Walsh นักวิเคราะห์ของ Roth ระบุว่า Brinsupri ซึ่งเป็นยาตัวแรกที่ได้รับอนุมัติจาก FDA สำหรับรักษาโรค non-cystic fibrosis bronchiectasis และเพิ่งได้รับอนุมัติเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ทำยอดขายไตรมาสเต็มแรก 144.6 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าประมาณการเฉลี่ยในตลาดที่ 65 ล้านดอลลาร์อย่างมีนัยสำคัญ และมีผู้ป่วยเริ่มใช้ยาราว 9,000 ราย คิดเป็นอัตราเข้าถึงผู้ป่วยในสหรัฐราว 3.6% ซึ่งช่วยยืนยันมุมมองเชิงบวกของ Roth ที่ประเมินว่าอัตราเข้าถึงสูงสุดในสหรัฐอาจขึ้นไปได้ถึง 28%
Walsh ประเมินว่า Brinsupri จะสร้างรายได้ในปี 2026 ประมาณ 1.2 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าประมาณการเฉลี่ยก่อนหน้าของตลาดที่ 726 ล้านดอลลาร์ โดยมองว่าตำแหน่งการเป็นยาตัวแรกในโรคนี้ โปรไฟล์ความปลอดภัยที่ใกล้เคียงยาหลอก ความสะดวกในการใช้ยาแบบรับประทาน และการเข้าถึงการรักษาตั้งแต่เริ่มวางจำหน่าย จะช่วยหนุนการเติบโต ขณะที่คู่แข่งยังล่าช้าในการพัฒนา และสิทธิในผลิตภัณฑ์จะหมดอายุในปี 2040 ซึ่งช่วยเสริมความยั่งยืนของรายได้
อีกปัจจัยหนุนสำคัญคือผลการทดลองทางคลินิกระยะที่ 3 การศึกษา ENCORE สำหรับยา Arikayce ที่ใช้รักษา mycobacterium avium complex lung disease ซึ่งคาดว่าจะประกาศในปีนี้ Roth ประเมินว่าหากการทดลองประสบความสำเร็จ อาจเพิ่มรายได้ส่วนหน้าใน indication แรกอีกราว 1.3 พันล้านดอลลาร์ โดยคาดการณ์ยอดขายสูงสุดปรับตามความน่าจะเป็นที่ 1.86 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าประมาณการเฉลี่ยของตลาดที่ 1.58 พันล้านดอลลาร์
นอกเหนือจากยาหลักทั้งสองตัว Walsh ระบุว่าพอร์ตการพัฒนายาของ Insmed ยังมีศักยภาพสร้างอัพไซด์เพิ่ม โดยเฉพาะ TPIP ซึ่งอยู่ในขั้นทดลองทางคลินิกระยะที่ 2 สำหรับโรค pulmonary arterial hypertension และภาวะที่เกี่ยวเนื่อง หากข้อมูลออกมาดีและการทดลองในระยะต่อไปประสบความสำเร็จ มีโอกาสถูกมองเป็นยากลุ่ม “best-in-class” และเพิ่มมูลค่าระยะยาวให้บริษัทได้อย่างมีนัยสำคัญ
Roth ยังมองว่า pipeline ระยะเริ่มต้นของ Insmed ที่กำลังพัฒนายาใหม่อีกหลายตัว จะเป็นตัวเลือกเชิงกลยุทธ์สำหรับการเติบโตในระยะยาว สร้างโอกาสเพิ่มมูลค่าให้ผู้ถือหุ้น หากโครงการสำคัญเดินหน้าได้ตามแผนในช่วงหลายปีข้างหน้า








