จีนเดินหน้าปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในวงกว้าง โดย 27 จาก 31 มณฑลระดับจังหวัดปรับขึ้นค่าจ้างรายเดือนในรอบปีที่ผ่านมา ถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ “ลงทุนในคน” เพื่อหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจและกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ ท่ามกลางแรงกดดันภาวะเงินฝืดที่ยังยืดเยื้อ
ข้อมูลของ Ministry of Human Resources and Social Security ระบุว่า ครึ่งหนึ่งของมณฑลที่ปรับขึ้นค่าจ้างครั้งนี้ เพิ่มขึ้นในอัตราเลขสองหลัก สูงกว่าอัตราการขยายตัวผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีนที่ราว 5% ในปี 2025 โดยกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์หลักคือแรงงานโรงงานและแรงงานภาคบริการที่มีค่าแรงต่ำ เช่น พนักงานทำความสะอาด เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และแคชเชียร์ซูเปอร์มาร์เก็ต
เชื่อมยุทธศาสตร์ “ลงทุนในคน” กับผลต่อภูมิภาค
จำนวนนโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในระดับมณฑลแตะระดับสูงสุดในรอบห้าปี สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับล่าสุดของปักกิ่งที่เน้นการยกระดับศักยภาพการบริโภคภายในประเทศ ผ่านการกระจายรายได้ที่ดีขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาการลงทุนและการส่งออก
Hebei เป็นมณฑลที่ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำมากที่สุด โดยขยับจาก 1,800 หยวนต่อเดือนเป็น 2,080 หยวนต่อเดือน เพิ่มขึ้น 15.6% มีผลตั้งแต่ต้นปี 2025 สะท้อนความพยายามของรัฐบาลท้องถิ่นในการชดเชยค่าครองชีพที่สูงขึ้นและหนุนกำลังซื้อของครัวเรือน
มาตรการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำของจีนมีนัยต่อห่วงโซ่การผลิตและการค้าในภูมิภาค รวมถึงไทย ซึ่งพึ่งพาตลาดจีนทั้งด้านการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยว หากแรงงานจีนมีกำลังซื้อมากขึ้น อาจช่วยหนุนคำสั่งซื้อสินค้าไทยและการเดินทางท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจไทยที่ใช้วัตถุดิบหรือบริการจากจีนอาจต้องจับตาต้นทุนการผลิตที่มีแนวโน้มขยับขึ้นตามค่าแรงในจีนด้วย








