ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันพุธตามที่ตลาดคาดการณ์ ขณะที่นักลงทุนหันไปจับตาสัญญาณทิศทางการลดดอกเบี้ยรอบใหม่ในปีนี้ ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองและความไม่แน่นอนด้านองค์ประกอบคณะผู้กำหนดนโยบายที่สูงขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน
ข้อมูลจากตลาด Futures ผ่าน CME FedWatch ชี้ว่านักลงทุนส่วนใหญ่คาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ยเพียง 1–2 ครั้งในปี 2026 โดยช่วงเวลาที่ถูกคาดมากที่สุดคือเดือนมิถุนายนและธันวาคม หลังจากที่ Fed ปรับลดดอกเบี้ยสามครั้งเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่ Fed ต้องการเวลา “รอดูผล” ว่ามาตรการผ่อนคลายรอบก่อนส่งผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจจริงอย่างไร ทำให้ท่าทีในระยะสั้นมีแนวโน้มเป็นการประคองจุดยืนมากกว่าการปรับนโยบายทันที
จับตาโทนถ้อยคำ Fed-แรงกดดันการเมืองถาโถม
นักวิเคราะห์คาดว่าแถลงการณ์หลังการประชุม Federal Open Market Committee (FOMC) และการแถลงข่าวของ Chair Jerome Powell จะเป็นตัวชี้ว่าการคงดอกเบี้ยครั้งนี้มีน้ำหนักไปทาง “hawkish hold” ซึ่งสะท้อนช่วงหยุดลดดอกเบี้ยที่ยาวนานขึ้น หรือเป็น “dovish hold” ที่บ่งชี้ว่าการลดดอกเบี้ยยังมีโอกาสสูงเพียงแต่ยังไม่ถึงจังหวะ ขณะที่หลายสำนักวิจัยมองว่า Fed อาจส่งสัญญาณ “easing bias” หรือแนวโน้มผ่อนคลายต่อเนื่อง หากเงินเฟ้อยังชะลอลงตามคาด
ด้านมุมมองเศรษฐกิจ นักเศรษฐศาสตร์บางรายคาดว่าแถลงการณ์รอบนี้อาจปรับมุมมองดีขึ้นต่อการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐ และอาจถอดถ้อยคำที่เคยระบุ “ความเสี่ยงด้าน downside ต่อการจ้างงาน” ออก โดยประเมินว่าตลาดแรงงานเริ่มมีเสถียรภาพ ขณะที่แนวโน้มเงินเฟ้อที่คาดว่าจะลดลงต่อเนื่องช่วงปลายปี ช่วยให้ Fed ยังมีพื้นที่ดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายได้หากจำเป็น
อย่างไรก็ดี การประชุมครั้งนี้ถูกโอบล้อมด้วยปัจจัยการเมืองที่เข้มข้นเป็นพิเศษ ประธานาธิบดี Donald Trump ระบุเมื่อสัปดาห์ก่อนว่าได้จำกัดรายชื่อผู้สืบทอดตำแหน่ง Chair ต่อจาก Powell เหลือเพียงหนึ่งคน และอาจประกาศชื่อได้เร็วที่สุดภายในสัปดาห์นี้ โดยอาจเลือกช่วงเวลาที่ใกล้เคียงหรือทับซ้อนกับการประกาศมติอัตราดอกเบี้ย เพื่อสร้างจุดสนใจทางการเมืองควบคู่กับผลการประชุม Fed
ความตึงเครียดระหว่างฝ่ายบริหารและ Fed ยังสะท้อนผ่านกรณีกระทรวงยุติธรรมสหรัฐออกหมายเรียกเอกสารถึง Powell เพื่อสอบสวนโครงการปรับปรุงสำนักงานใหญ่ Fed ในวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งถูกมองว่าเกี่ยวพันกับความพยายามกดดันให้ Fed ลดดอกเบี้ยเชิงรุกมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีความไม่แน่นอนจากความพยายามของ Trump ในการถอดถอน Fed Governor Lisa Cook ผ่านคดีที่ขึ้นสู่ศาลสูงสหรัฐ รวมถึงวาระของ Stephen Miran ผู้ว่าการ Fed ที่มีกำหนดสิ้นสุดในวันเสาร์นี้ หลังจากก่อนหน้านี้เขาเคยคัดค้านว่าการลดดอกเบี้ย 0.25 จุดฐานเมื่อปีที่แล้วไม่เพียงพอและควรลดลงมากกว่านั้น
แม้ข้อมูลเศรษฐกิจยังไม่เร่งให้ Fed ต้องผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมในทันที แต่นักลงทุนคาดว่า Powell จะถูกซักถามอย่างหนักเกี่ยวกับประเด็นการเมือง โดยเฉพาะเรื่องการใช้กลไกกฎหมายและหมายเรียกที่ถูกมองว่าเป็นความพยายามลดทอนความเป็นอิสระของนโยบายการเงิน ตลอดจนการรอคำวินิจฉัยของศาลสูงในคดีที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างและอำนาจของ Fed ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อความเชื่อมั่นของตลาดการเงินในระยะต่อไป
สำหรับผลกระทบต่อไทย การคงดอกเบี้ยของ Fed ทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยไทย-สหรัฐยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งมีนัยต่อ Fund flow และทิศทางค่าเงินบาท หาก Fed ส่งสัญญาณ “dovish” เพิ่มโอกาสลดดอกเบี้ยในปีนี้ อาจช่วยหนุนกระแสเงินทุนไหลกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ รวมถึงตลาดหุ้นและตราสารหนี้ไทยบ้าง ขณะที่สัญญาณ “hawkish” จะกดดันให้ค่าเงินบาทผันผวน และเพิ่มต้นทุนการกู้ยืมดอลลาร์ของภาคเอกชนไทยต่อไป นักลงทุนและผู้นำเข้านำออกจึงต้องติดตามโทนถ้อยคำของ Powell อย่างใกล้ชิดควบคู่กับตัวเลขเงินเฟ้อและข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐในช่วงถัดไป
ที่มา: https://www.cnbc.com/2026/01/27/fed-preview-january-2026.html








