ความเสี่ยงทางการเมืองในสหรัฐภายใต้รัฐบาล Donald Trump สมัยที่สองเริ่มกดดันสินทรัพย์สหรัฐชัดเจนมากขึ้น ทั้งตลาดหุ้นและดอลลาร์สหรัฐถูกเทขาย ขณะที่เม็ดเงินลงทุนไหลออกไปยังหุ้นต่างประเทศทั้งในตลาดพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่อย่างต่อเนื่องตลอดเดือนมกราคม
ตลอดเดือนที่ผ่านมา สหรัฐเปิดปฏิบัติการโจมตีเวเนซุเอลา เดินหน้าความพยายามผนวก Greenland ขู่เก็บภาษีนำเข้าใหม่กับชาติพันธมิตรยุโรป 8 ประเทศ และขู่อัตราภาษี 100% กับสินค้าจากแคนาดาหากทำข้อตกลงการค้ากับจีน พร้อมส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบิน Abraham Lincoln เข้าใกล้อิหร่าน สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป อังกฤษ และแคนาดาตึงตัวที่สุดนับตั้งแต่ยุคก่อตั้ง NATO และบีบให้หลายประเทศเร่งเพิ่มงบกลาโหมขึ้นสู่ระดับ 5% ของ GDP ภายในปี 2035
หุ้นนอกสหรัฐ-ค่าเงิน ดันนักลงทุนปรับกลยุทธ์
ในด้านผลตอบแทนการลงทุน หุ้นต่างประเทศให้ผลตอบแทนเหนือกว่าหุ้นสหรัฐอย่างชัดเจน S&P 500 ปรับขึ้นเพียงกว่า 1% ในเดือนมกราคม ขณะที่กองทุน iShares MSCI Emerging Markets ETF (EEM) พุ่งราว 8% ในรูปดอลลาร์ iShares Core MSCI International Developed Markets ETF (IDEV) เพิ่มขึ้นมากกว่า 4% และ iShares MSCI ACWI ex U.S. ETF (ACWX) ปรับขึ้นกว่า 5% สะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติเร่งกระจายพอร์ตออกจากตลาดสหรัฐที่เผชิญความไม่แน่นอนเชิงยุทธศาสตร์
แรงขายยังลุกลามไปยังดอลลาร์สหรัฐ โดยหลัง Trump ขู่ใช้มาตรการภาษีกรณี Greenland ค่าเงินดอลลาร์อ่อนลงกว่า 1% ในเดือนมกราคม และอยู่ต่ำกว่าจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ราว 11% แม้จะฟื้นตัวบางส่วนหลังมีการเสนอชื่อ Kevin Warsh เป็นประธาน Federal Reserve คนใหม่ กระแส “ลดดอลลาร์ในพอร์ต” ทำให้สกุลเงินนี้เริ่มสูญเสียสถานะ “สินทรัพย์กันความเสี่ยง” ในสายตานักลงทุนบางส่วน ต่างจากอดีตที่ดอลลาร์มักแข็งค่าช่วงตลาดปิดรับความเสี่ยง
หลังชุดมาตรการภาษีรอบใหญ่ของ Trump ในเดือนเมษายน 2025 นักลงทุนสถาบันต่างชาติเร่งป้องกันความเสี่ยงค่าเงินดอลลาร์ต่อเนื่อง เช่น กองทุนประกันและกองทุนบำเหน็จบำนาญเดนมาร์กเพิ่มสัดส่วนการทำ hedge ดอลลาร์จากราว 62% ต้นปี 2025 ขึ้นเป็นประมาณ 74% ในเดือนเมษายน แม้ยังไม่เห็นการเทขายสินทรัพย์ดอลลาร์แบบถอนตัวครั้งใหญ่ แต่ความไม่เต็มใจถือดอลลาร์ที่เพิ่มขึ้น และการทำ hedge รอบใหม่ ทำให้ค่าเงินอ่อนค่าลงต่อเนื่องในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
นักกลยุทธ์การลงทุนจำนวนหนึ่งประเมินว่า แม้หลังสิ้นสุดวาระที่สองของ Trump ในปี 2029 ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ต่อสินทรัพย์สหรัฐอาจยังอยู่ในระดับสูง การกระจายพอร์ตออกไปยังตลาดยุโรป จีน และญี่ปุ่น รวมถึงสินทรัพย์นอกสหรัฐอื่น ๆ ถูกมองว่าน่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่ดอลลาร์อ่อนค่าระดับสองหลักต่อปี ซึ่งจะไปหักล้างผลตอบแทนของ S&P 500 เมื่อนำกลับมาแปลงเป็นสกุลเงินของผู้ลงทุน
อีกปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาคือความเป็นอิสระของ Federal Reserve ภายใต้ประธานคนใหม่อย่าง Kevin Warsh ซึ่งหากได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในเดือนพฤษภาคม ตลาดมอง Warsh ว่ามีจุดยืนอิสระจาก Trump และให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อ ส่งผลให้ราคาทองคำและเงินร่วงลงแรงในวันศุกร์ นักลงทุนกังวลว่าการเปลี่ยนผ่านผู้นำ Fed อาจเพิ่มความผันผวนด้านนโยบาย และทำให้ต้องนำ “ส่วนเพิ่มความเสี่ยงทางการเมือง” มาคิดในมูลค่าสินทรัพย์สหรัฐอย่างจริงจังมากขึ้น
สำหรับไทย ทิศทางการอ่อนค่าของดอลลาร์และการย้ายเม็ดเงินลงทุนไปยังตลาดนอกสหรัฐมีนัยต่อทั้งค่าเงินบาทและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย หากเงินไหลเข้าสินทรัพย์เอเชียมากขึ้น ตลาดหุ้นและตราสารหนี้ไทยมีโอกาสได้อานิสงส์ แต่ในอีกด้าน ผู้นำเข้าที่ชำระเงินเป็นดอลลาร์อาจได้รับประโยชน์จากต้นทุนที่ลดลง ขณะที่ผู้ส่งออกต้องจับตาความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และทบทวนการทำ hedge ค่าเงินให้สอดคล้องกับความเสี่ยงใหม่จากการเมืองสหรัฐและทิศทาง Fed ในระยะต่อไป








