บริษัทขนาดใหญ่ในสหรัฐเริ่มเร่งนโยบายให้พนักงานกลับเข้าออฟฟิศเต็มสัปดาห์ 5 วัน แม้รูปแบบการทำงานดังกล่าวจะเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมต่ำสุดในหมู่แรงงาน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความยืดหยุ่นจากการทำงานแบบ hybrid มากกว่า
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา Stellantis และ Home Depot กลายเป็นบริษัทล่าสุดที่ประกาศให้พนักงานต้องเข้าออฟฟิศ 5 วันต่อสัปดาห์ เข้าร่วมกับบริษัทใหญ่อื่นอย่าง Instagram, Paramount และ Amazon ท่ามกลางข้อมูลจาก Flex Index ที่ระบุว่ากว่า 34% ของบริษัทในสหรัฐกำหนดให้พนักงานทำงานในออฟฟิศเต็มเวลาแล้ว
แรงงานจำใจยอมรับ RTO ขณะบริษัทเสี่ยงสมองไหล
แรงตึงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างทวีความชัดเจนขึ้น เนื่องจากผู้บริหารมองว่าการทำงานในออฟฟิศช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และวัฒนธรรมองค์กร ขณะที่ข้อมูลจาก Gallup ชี้ว่าพนักงานแทบทุกช่วงวัยไม่ต้องการรูปแบบนี้ โดยเฉพาะ Gen Z ที่ต้องการทำงานแบบ hybrid ถึง 71% แต่มีเพียง 6% ที่อยากทำงานเข้าออฟฟิศเต็มเวลา ส่วน millennials ที่ต้องการทำงานเต็มเวลาในออฟฟิศมีเพียง 4%
แม้ไม่เป็นที่นิยม แต่แรงงานจำนวนมากจำต้องยอมรับกฎ return-to-office (RTO) เพราะตลาดแรงงานเริ่มอ่อนแรง การจ้างงานใหม่ในปี 2025 เพิ่มขึ้นเพียง 584,000 ตำแหน่ง ต่ำสุดนอกช่วงภาวะถดถอยตั้งแต่ปี 2003 ขณะที่สัดส่วนผู้ว่างงานระยะยาว (เกิน 6 เดือน) เพิ่มเป็น 26% ส่งผลให้คนทำงานจำนวนมากเลือก “เก็บตัว” อยู่ในงานเดิม ยอมรับเงื่อนไขที่เข้มงวดขึ้น ตั้งแต่การเข้าออฟฟิศถี่ขึ้น ภาระงานมากขึ้น ไปจนถึงการขึ้นเงินเดือนที่ลดลง
สัญญาณยอมจำนนต่อกฎ RTO ปรากฏชัดในการสำรวจของ MyPerfectResume จากกลุ่มตัวอย่าง 1,000 คน เมื่อเดือนธันวาคม 2025 มีเพียง 40% ที่บอกว่าจะลาออกหรือหางาน remote ใหม่หากถูกบังคับเข้าออฟฟิศ ลดลงอย่างมากจาก 91% ในเดือนมกราคมปีเดียวกัน สะท้อนว่าพนักงานเริ่มทำใจกับการกลับเข้าออฟฟิศเต็มเวลา แม้ไม่ชอบก็ตาม
นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนประเมินว่าบริษัทอาจใช้ RTO เป็นเครื่องมือลดจำนวนพนักงานโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย การบังคับเข้าออฟฟิศ 5 วันอาจทำให้พนักงาน 5–10% เลือกลาออกเอง ขณะเดียวกันผู้บริหารก็อ้างเหตุผลเรื่องผลิตภาพ นวัตกรรม และการพัฒนาทักษะในที่ทำงาน แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าความเครียดและการขาดความผูกพันกับงาน โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับระบบ hybrid และมีอายุงานน้อย อาจยิ่งรุนแรงขึ้น
งานวิจัยที่ศึกษาผลของนโยบาย RTO พบว่ากลุ่มที่มีแนวโน้มลาออกสูงกว่าค่าเฉลี่ยคือ “คนเก่งและคนมีประสบการณ์” โดยโอกาสที่พนักงานทักษะสูงจะลาออกหลังบริษัทประกาศ RTO สูงกว่าพนักงานทักษะต่ำถึง 77% และพนักงานอาวุโสมีแนวโน้มลาออกสูงกว่าพนักงานจูเนียร์ 36% อีกทั้ง RTO ยังส่งผลกระทบมากเป็นพิเศษต่อพ่อแม่ที่ต้องดูแลบุตรหรือผู้ป่วย (ส่วนใหญ่มักเป็นผู้หญิง) และคนพิการที่ต้องการการปรับสภาพแวดล้อมการทำงาน
แม้กระแสการกลับเข้าออฟฟิศเต็มสัปดาห์เริ่มแรงขึ้น แต่นักวิชาการชี้ว่าบริษัทส่วนใหญ่ในตลาดยังเปิดทางให้รูปแบบ hybrid ซึ่งมีแนวโน้มดึงดูดและรักษาบุคลากรคุณภาพสูงได้ดีกว่า ขณะที่บริษัทยักษ์ที่เดินหน้า RTO เต็มรูปแบบอาจต้องเผชิญความเสี่ยง “สมองไหล” หากไม่สามารถชดเชยการสูญเสียบุคลากรสำคัญด้วยประโยชน์จากการทำงานในสำนักงานตามที่ตั้งเป้าไว้ได้จริง








