SpaceX เข้าซื้อกิจการสตาร์ทอัพปัญญาประดิษฐ์ xAI ของ Elon Musk และเตรียมควบรวมเป็นโครงสร้างเดียวกัน ก่อนแผน IPO มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้าน AI แข่งขันกับผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดโลกอย่าง Google, Meta, Anthropic และ OpenAI
ดีลดังกล่าวซึ่งถูกเปิดเผยครั้งแรกโดย Reuters ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในดีลควบรวมที่ทะเยอทะยานที่สุดในภาคเทคโนโลยี โดยผสานบริษัทอวกาศและกลาโหมอย่าง SpaceX เข้ากับผู้พัฒนา AI ที่ต้นทุนหลักมาจากชิป ศูนย์ข้อมูล และพลังงาน xAI ซึ่งเป็นผู้พัฒนา chatbot “Grok” จะกลายเป็นบริษัทย่อยที่ SpaceX ถือหุ้นทั้งหมด ตามเงื่อนไขในสัญญาควบรวมกิจการที่แหล่งข่าวเปิดเผย
มุ่งสร้างเครือข่าย AI-อวกาศ และความท้าทายด้านกำกับดูแล
Bloomberg รายงานว่าบริษัทที่ควบรวมกันคาดว่าจะตั้งราคาเสนอขายหุ้นราว 527 ดอลลาร์ต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่ากิจการประมาณ 1.25 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ SpaceX เองกำลังเตรียมการ IPO ครั้งใหญ่ภายในปีนี้ ซึ่งอาจดันมูลค่าบริษัทเกิน 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวสองราย
การควบรวม SpaceX และ xAI ยังถูกมองว่าเป็นการวางรากฐานด้านโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูลและ AI ของ Musk เพื่อรับมือการแข่งขันโดยตรงกับกลุ่ม Big Tech อย่าง Alphabet’s Google, Meta, Amazon-backed Anthropic และ OpenAI ผ่านการใช้เครือข่ายดาวเทียมและเทคโนโลยีด้านอวกาศของ SpaceX ร่วมกับแพลตฟอร์ม AI ของ xAI
ดีลนี้ยังตอกย้ำรูปแบบการบริหารธุรกิจแบบบูรณาการของ Musk หรือที่นักลงทุนบางส่วนเรียกว่า “Muskonomy” ซึ่งรวมถึง Tesla, Neuralink และ The Boring Company ก่อนหน้านี้ Musk ก็เคยผสานแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X เข้ากับ xAI ผ่านการแลกหุ้น เพื่อเปิดทางให้สตาร์ทอัพ AI เข้าถึงฐานข้อมูลและช่องทางจัดจำหน่ายของ X และในปี 2016 ก็ใช้หุ้น Tesla ซื้อกิจการ SolarCity ที่ตัวเองร่วมก่อตั้ง
อย่างไรก็ดี การเชื่อมโยงกิจการจำนวนมากภายใต้การนำของ Musk อาจดึงดูดการตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับและนักลงทุนในประเด็นธรรมาภิบาล การประเมินมูลค่า และความขัดแย้งทางผลประโยชน์ รวมถึงการย้ายวิศวกร เทคโนโลยีลิขสิทธิ์ และสัญญาทางธุรกิจระหว่างบริษัทในเครือ ทั้งนี้ SpaceX ยังมีสัญญามูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์กับหน่วยงานรัฐสหรัฐฯ อย่าง NASA กระทรวงกลาโหม และหน่วยข่าวกรอง ซึ่งมีอำนาจตรวจสอบดีล M&A ที่อาจกระทบต่อความมั่นคงหรือผลประโยชน์ของชาติ
สำหรับผลกระทบต่อไทย การควบรวมนี้อาจเร่งการแข่งขันด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI และดาวเทียมทั่วโลก ทำให้บริการ AI ขั้นสูงและการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมอย่าง Starlink มีบทบาทมากขึ้นต่อผู้ใช้งานและธุรกิจไทย โดยเฉพาะในภาคดิจิทัล โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ข้อมูลจำนวนมาก ซึ่งจะเพิ่มทั้งโอกาสด้านนวัตกรรมและแรงกดดันในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของผู้ให้บริการในประเทศ








