กลุ่ม Big Tech สหรัฐฯ นำโดย Microsoft, Meta Platforms, Amazon และ Alphabet เตรียมเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ครั้งใหญ่ ทำให้เม็ดเงินค่าใช้จ่ายลงทุน (capex) รวมอาจแตะราว 588,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 หรือใกล้เคียง 2% ของมูลค่า GDP สหรัฐฯ กลายเป็นหนึ่งในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ
ตัวเลขประมาณการของ Canaccord Genuity ระบุว่า Microsoft มีแนวโน้มเพิ่ม capex เป็น 123,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 จาก 83,000 ล้านดอลลาร์ในปีก่อนหน้า ขณะที่ Meta จะเพิ่มเป็น 125,000 ล้านดอลลาร์จาก 72,000 ล้านดอลลาร์ Amazon ขยับเป็น 155,000 ล้านดอลลาร์จาก 125,000 ล้านดอลลาร์ และ Alphabet เพิ่มเป็น 185,000 ล้านดอลลาร์จาก 92,000 ล้านดอลลาร์ โดยเงินลงทุนส่วนใหญ่จะมุ่งไปที่ศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานรองรับงานด้าน AI
แรงกดดันต่อตลาดหุ้นท่ามกลางมุมมองเชิงบวกระยะยาว
แผนใช้เงินลงทุนก้อนใหญ่สร้างแรงกดดันต่อราคาหุ้นในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ โดยหุ้น Amazon ร่วงราว 12% ขณะที่ Microsoft และ Alphabet ปรับลงมากกว่า 3% และ Meta ลดลงราว 5% ท่ามกลางความกังวลว่าการทุ่มสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI อาจยังไม่ให้ผลตอบแทนเร็วพอเมื่อเทียบกับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ดี Canaccord Genuity ประเมินว่าการปรับฐานของหุ้นกลุ่ม mega cap รอบนี้อาจเปิดโอกาสสะสมสำหรับนักลงทุนระยะยาว หากโปรไฟล์การเติบโตของธุรกิจยังแข็งแรง โดยชี้ว่าประวัติศาสตร์มักสะท้อนว่า ช่วงที่ตลาดวิตกต่อแผนลงทุนขนาดใหญ่ มักเป็นจังหวะเข้าซื้อได้ ตราบใดที่การเติบโตของรายได้ยังรองรับเม็ดเงินลงทุนเหล่านั้น
ผลประกอบการล่าสุดของธุรกิจ cloud รายใหญ่สะท้อนภาพการเติบโตที่ยังเร่งตัว Alphabet รายงานรายได้ Google Cloud เติบโตปีต่อปี 48% จาก 34% ในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่รายได้ Amazon Web Services ขยายตัว 24% จาก 20% ในไตรมาสก่อน แสดงให้เห็นว่าความต้องการใช้บริการ cloud และบริการที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น แม้ตลาดจะกังวลเรื่องต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สูงขึ้น
แม้กลุ่ม Big Tech จะมีเงินสดจำนวนมากรองรับแผนลงทุน แต่เริ่มหันมาใช้การระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้มากขึ้นเพื่อลดแรงกดดันต่อกระแสเงินสด รายงานระบุว่า Alphabet เตรียมออกพันธบัตรสกุลดอลลาร์ระดับ investment grade มูลค่าราว 15,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ Meta เพิ่งออกหนี้ระดับ investment grade มูลค่า 30,000 ล้านดอลลาร์เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมาเพื่อนำไปขยายศูนย์ข้อมูล ส่งผลให้ประเด็นการบริหารภาระหนี้และระดับ leverage กลายเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต้องติดตามใกล้ชิด
ในมุมมองต่อภาพรวมตลาดนอกกลุ่มเทคโนโลยี Canaccord Genuity เห็นว่ายังมีสัญญาณเชิงบวกบางส่วน โดยดัชนี S&P 500 แม้ระหว่างสัปดาห์จะร่วงหลุดเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วัน และ 100 วัน รวมถึงแนวรับบริเวณ 6,800 จุด แต่สามารถดีดกลับมาปิดเหนือระดับดังกล่าวได้ภายในวันศุกร์ ขณะเดียวกันดัชนี S&P 500 แบบ equal-weight ให้ผลตอบแทนดีกว่าดัชนีหลัก และกลุ่มหุ้น cyclical รวมถึงหุ้นขนาดเล็กยังคงได้แรงซื้อจากการหมุนเวียนเงินลงทุนออกจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่








