รายได้ภาษีนำเข้าที่ทะยานขึ้น เป็นผลจากมาตรการของรัฐบาลภายใต้ประธานาธิบดี Donald Trump ซึ่งเริ่มจัดเก็บตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 ในรูปแบบ “across-the-board” หรือการเก็บแบบครอบคลุมสินค้านำเข้าทั้งหมด ควบคู่กับ “reciprocal tariffs” หรือภาษีตอบโต้ที่กำหนดกับบางประเทศคู่ค้าโดยเฉพาะ
แม้มาตรการดังกล่าวทำให้สหรัฐฯ ต้องเปิดโต๊ะเจรจากับหลายประเทศ และผ่อนคลายบางรายการในภายหลัง แต่ภาพรวมยังสะท้อนจุดยืนการค้าเชิงแข็งกร้าว
อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนยังคงอยู่ เนื่องจากศาลสูงสุดสหรัฐฯ อยู่ระหว่างพิจารณาคดีที่ท้าทายฐานอำนาจทางกฎหมายของรัฐบาลในการจัดเก็บภาษีชุดนี้ หากศาลวินิจฉัยว่ามาตรการไม่ชอบด้วยกฎหมาย รัฐบาลอาจต้องคืนภาษีที่จัดเก็บไปแล้วจำนวนมหาศาล ซึ่งอาจกระทบเสถียรภาพการคลังในทันที
นัยต่อผู้ส่งออกไทย ท่ามกลางเกมการค้าโลก
สำหรับไทย มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ขยายวงกว้างและอยู่ในระดับสูง อาจเพิ่มต้นทุนให้ผู้ส่งออกไทย ทั้งในส่วนที่ส่งออกตรงไปยังตลาดสหรัฐฯ และในฐานะส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก (global supply chain) ของสินค้าที่ถูกจัดเก็บภาษี
ในอีกด้านหนึ่ง หากศาลสูงสุดมีคำตัดสินให้ต้องทบทวนหรือยกเลิกบางมาตรการ ก็อาจช่วยลดความไม่แน่นอนของกติกาการค้าโลก และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจไทยวางแผนการผลิตและการลงทุนในระยะกลางได้ชัดเจนขึ้น
คำถามคือ ท้ายที่สุดแล้ว สหรัฐฯ จะเดินหน้าสงครามภาษีต่อ หรือจะต้องถอยเพราะแรงกดดันทางกฎหมาย? และไทยควรเตรียมเกมรับอย่างไรในสมรภูมิการค้าโลกที่ยังผันผวนเช่นนี้
รายได้จากภาษีนำเข้าของรัฐบาลสหรัฐฯ พุ่งแรงเกินคาดในเดือนมกราคม 2026 แตะระดับกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ยอดสะสม 4 เดือนแรกของปีงบประมาณอยู่ที่ราว 124,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นมากกว่า 304% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
ตัวเลขดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนท่าทีการค้าเชิงรุกของสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังช่วยบรรเทาภาระการคลังในระยะสั้นได้อย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากการรอคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ซึ่งอาจกำหนดทิศทางนโยบายภาษีนำเข้าในระยะต่อไป
ภาษีนำเข้าพุ่ง หนุนขาดดุลลดลงชัดเจน
ข้อมูลจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า เดือนมกราคม รัฐบาลขาดดุลงบประมาณราว 95,000 ล้านดอลลาร์ ลดลงประมาณ 26% จากปีก่อน ส่งผลให้ยอดขาดดุลสะสมปีงบประมาณปัจจุบันอยู่ที่ 697,000 ล้านดอลลาร์ ลดลง 17% จากช่วงเดียวกันของปีงบประมาณ 2025
ที่สำคัญ หากปรับตามปัจจัยปฏิทิน (calendar adjustment) การลดลงของขาดดุลจะอยู่ที่ประมาณ 21% สะท้อนว่า รายได้จากภาษีนำเข้าเป็นหนึ่งในแรงหนุนสำคัญที่ช่วยชะลอการขยายตัวของช่องว่างระหว่างรายจ่ายและรายรับของรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม แม้รายรับเพิ่มขึ้น แต่ภาระดอกเบี้ยหนี้สาธารณะยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ ปัจจุบันหนี้สหรัฐฯ อยู่ที่ราว 38.6 ล้านล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะดอกเบี้ยสุทธิเดือนมกราคมที่สูงถึง 76,000 ล้านดอลลาร์ มากกว่ารายจ่ายเกือบทุกหมวด ยกเว้น Medicare, Social Security และงบสุขภาพ
ขณะเดียวกัน ดอกเบี้ยจ่ายขั้นต้นในช่วง 4 เดือนแรกของปีงบประมาณรวมอยู่ที่ประมาณ 426,500 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 392,200 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน สะท้อนแรงกดดันทางการคลังที่ยังไม่หมดไป
มาตรการยุค Trump กับเดิมพันคำตัดสินศาลสูงสุด
รายได้ภาษีนำเข้าที่ทะยานขึ้น เป็นผลจากมาตรการของรัฐบาลภายใต้ประธานาธิบดี Donald Trump ซึ่งเริ่มจัดเก็บตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 ในรูปแบบ “across-the-board” หรือการเก็บแบบครอบคลุมสินค้านำเข้าทั้งหมด ควบคู่กับ “reciprocal tariffs” หรือภาษีตอบโต้ที่กำหนดกับบางประเทศคู่ค้าโดยเฉพาะ
แม้มาตรการดังกล่าวทำให้สหรัฐฯ ต้องเปิดโต๊ะเจรจากับหลายประเทศ และผ่อนคลายบางรายการในภายหลัง แต่ภาพรวมยังสะท้อนจุดยืนการค้าเชิงแข็งกร้าว
อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนยังคงอยู่ เนื่องจากศาลสูงสุดสหรัฐฯ อยู่ระหว่างพิจารณาคดีที่ท้าทายฐานอำนาจทางกฎหมายของรัฐบาลในการจัดเก็บภาษีชุดนี้ หากศาลวินิจฉัยว่ามาตรการไม่ชอบด้วยกฎหมาย รัฐบาลอาจต้องคืนภาษีที่จัดเก็บไปแล้วจำนวนมหาศาล ซึ่งอาจกระทบเสถียรภาพการคลังในทันที
นัยต่อผู้ส่งออกไทย ท่ามกลางเกมการค้าโลก
สำหรับไทย มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ขยายวงกว้างและอยู่ในระดับสูง อาจเพิ่มต้นทุนให้ผู้ส่งออกไทย ทั้งในส่วนที่ส่งออกตรงไปยังตลาดสหรัฐฯ และในฐานะส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก (global supply chain) ของสินค้าที่ถูกจัดเก็บภาษี
ในอีกด้านหนึ่ง หากศาลสูงสุดมีคำตัดสินให้ต้องทบทวนหรือยกเลิกบางมาตรการ ก็อาจช่วยลดความไม่แน่นอนของกติกาการค้าโลก และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจไทยวางแผนการผลิตและการลงทุนในระยะกลางได้ชัดเจนขึ้น
คำถามคือ ท้ายที่สุดแล้ว สหรัฐฯ จะเดินหน้าสงครามภาษีต่อ หรือจะต้องถอยเพราะแรงกดดันทางกฎหมาย? และไทยควรเตรียมเกมรับอย่างไรในสมรภูมิการค้าโลกที่ยังผันผวนเช่นนี้








