ผู้ผลิตยานยนต์ญี่ปุ่นเร่งเปลี่ยนกลยุทธ์สู่ความร่วมมือระหว่างค่ายมากขึ้น เพื่อรับมือการแข่งขันรุนแรงจากผู้ผลิตจีน มาตรการภาษีของสหรัฐ และจังหวะการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลกที่ชะลอตัวลง ซึ่งกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการอยู่รอดของอุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่นในระยะยาว
กลยุทธ์ใหม่ของค่ายญี่ปุ่นท่ามกลางแรงกดดันโลก
Toyota ซึ่งยังครองตำแหน่งผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลก กำลังปรับโครงสร้างการบริหารและบทบาทผู้บริหารระดับสูง เพื่อผลักดันความร่วมมือภายในอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง โดยมีการตั้งตำแหน่ง “chief industry officer” ขึ้นมาเพื่อดูแลยุทธศาสตร์ความร่วมมือกับค่ายอื่นในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่เทคโนโลยีขับเคลื่อนสมัยใหม่ ซอฟต์แวร์ ไปจนถึงมาตรฐานแพลตฟอร์มยานยนต์
ด้าน Honda และ Nissan ส่งสัญญาณชัดเจนว่าการจับมือกับพันธมิตรจะเป็นกลยุทธ์หลัก ทั้งในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ การผลิตในสหรัฐซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันจากภาษีนำเข้า และการแชร์ต้นทุนวิจัยและพัฒนา เพื่อให้สามารถแข่งขันกับค่ายจีนที่มีต้นทุนต่ำกว่าและปรับตัวได้รวดเร็วกว่า
ปัจจัยกดดันสำคัญคือการรุกคืบของผู้ผลิตจีนอย่าง BYD และคู่แข่งรายอื่น ซึ่งใช้ความได้เปรียบด้านแบตเตอรี่และต้นทุนการผลิต ขยายส่วนแบ่งตลาดโลกทั้งในรถ EV และ hybrid ขณะเดียวกัน นโยบายภาษีและกฎระเบียบด้านสัดส่วนเนื้อหาท้องถิ่นของสหรัฐ รวมถึงยุโรป กำลังบีบให้ค่ายญี่ปุ่นต้องทบทวนโครงสร้างการผลิตและเครือข่ายโรงงานทั่วโลก
สมดุลการลงทุน EV–Hybrid และแรงสะเทือนถึงไทย
ความร่วมมือระหว่างค่ายยังถูกมองว่าเป็นทางออกสำคัญต่อปัญหาการลงทุนซ้ำซ้อนในเทคโนโลยี EV ที่เริ่มชะลอตัว ผู้ผลิตญี่ปุ่นจำนวนมากต้องเร่งหาจุดสมดุลระหว่างการลงทุนใน EV เต็มรูปแบบ กับการต่อยอดเทคโนโลยี hybrid ซึ่งยังสร้างยอดขายและกำไรได้ดี โดยเฉพาะในตลาดที่โครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จไฟยังไม่พร้อม
ทิศทางใหม่ของ Toyota, Honda, Nissan และค่ายญี่ปุ่นรายอื่นมีนัยสำคัญต่อซัพพลายเชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทย ซึ่งเป็นฐานการผลิตสำคัญของญี่ปุ่น การเร่งสร้างพันธมิตรและการปรับแผนลงทุนด้าน EV และ hybrid มีแนวโน้มจะสะท้อนผ่านโครงการลงทุนใหม่ การย้ายสายการผลิต และการคัดเลือกผู้ผลิตชิ้นส่วนในไทยให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ความร่วมมือระดับโลกของค่ายญี่ปุ่นมากขึ้น








