สำนักงาน Office of Energy Dominance Financing (EDF) ภายใต้กระทรวงพลังงานสหรัฐซึ่งเป็นผู้ปล่อยกู้ด้านพลังงานรายใหญ่ที่สุดของโลก มีผู้อำนวยการคนใหม่คือ Gregory Beard อดีตผู้บริหาร Apollo พร้อมปรับทิศทางการปล่อยกู้มูลค่าอำนาจอนุมัติกว่า 289,000 ล้านดอลลาร์ ไปสู่โครงการพลังงานต้นทุนต่ำ ความมั่นคงของโครงข่ายไฟฟ้า นิวเคลียร์ และแร่ธาตุสำคัญมากขึ้น สอดรับแนวนโยบายพลังงานของรัฐบาล Donald Trump ชุดปัจจุบัน
Beard เข้าร่วม EDF ในฐานะที่ปรึกษาอาวุโสเมื่อเมษายน 2025 ก่อนรับตำแหน่งผู้อำนวยการอย่างเป็นทางการเมื่อ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา ภารกิจแรกคือการทบทวนพอร์ตสินเชื่อที่อนุมัติในยุคประธานาธิบดี Joe Biden โดยเฉพาะเงินกู้ที่อนุมัติระหว่างช่วงหลังการเลือกตั้งปลายปี 2024 จนถึงวันสาบานตนของรัฐบาลใหม่ ส่งผลให้ต้องปรับโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อมากกว่า 80% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 83,600 ล้านดอลลาร์
ปรับพอร์ตสินเชื่อ-เปลี่ยนบทบาทจาก “green bank”
ผลจากการทบทวนทำให้วงเงินให้กู้แบบมีเงื่อนไขราว 30,000 ล้านดอลลาร์ถูกยกเลิกหรือถอนคำขอ ส่วนอีกประมาณ 53,000 ล้านดอลลาร์ถูกปรับโครงสร้างใหม่ โดย Beard ระบุว่าเป้าหมายหลักคือปกป้องภาระของผู้เสียภาษี และหันน้ำหนักมาสู่ประเด็น “affordability” และ “reliability” ของพลังงาน มากกว่าการเน้นโครงการลดการปล่อยคาร์บอนเชิงนโยบายอย่างในรัฐบาลก่อน
EDF ซึ่งเริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี 2005 มีบทบาทเป็นแหล่งเงินกู้ให้บริษัทพลังงานและเทคโนโลยีที่เข้าถึงตลาดทุนยาก โดยการผ่านกระบวนการพิจารณาของ EDF มักถูกมองเป็นเสมือนตรารับรองจากรัฐบาล เคยปล่อยกู้ให้ Tesla เมื่อปี 2010 และร่วมสนับสนุนโครงการที่ล้มเหลวอย่าง Solyndra ในยุค Biden สำนักงานนี้ถูกเร่งบทบาทให้เป็น “green bank” มีการเพิ่มบุคลากรหลายเท่าและขยายวงเงินภายใต้กฎหมาย Inflation Reduction Act แต่ในรัฐบาล Trump ปัจจุบัน สำนักงานถูกรีแบรนด์ใหม่ทั้งชื่อและภารกิจ ตัดมุมมองเชิง “green” ออกไป
หลังการปรับโครงสร้าง EDF กำหนด 6 แกนหลักในการปล่อยกู้ ได้แก่ นิวเคลียร์ เชื้อเพลิงฟอสซิลและไฮโดรคาร์บอน แร่และวัสดุสำคัญ พลังงานความร้อนใต้พิภพ ระบบสายส่งและโครงข่ายไฟฟ้า และห่วงโซ่อุตสาหกรรมการผลิตและขนส่ง โดย Beard ระบุว่าสำนักงานตอนนี้ “เปิดทำการเต็มรูปแบบ” มีคำขอสินเชื่ออยู่ใน pipeline ราว 80 โครงการ ทั้งโครงการใหม่และโครงการเดิมที่ปรับให้ตรงกับลำดับความสำคัญของรัฐบาล Trump ซึ่งรวมถึงการปล่อยกู้ให้ AEP, Constellation Energy และ Wabash Valley Resources ที่เริ่มมาตั้งแต่ยุคก่อน
EDF ตั้งเป้าเร่งปล่อยสินเชื่อในช่วงต่อไป โดยสัญญาณคือการเตรียมประกาศดีลใหม่ที่อาจมีมูลค่าสูงสุดเท่าที่เคยทำมา น้ำหนักสำคัญจะมุ่งไปที่การลดต้นทุนค่าไฟ ซึ่งกำลังเพิ่มขึ้นเร็วกว่ามาตรเงินเฟ้อทั่วไป ท่ามกลางอุปสงค์ไฟฟ้าที่เร่งตัวจากปัจจัยอย่างศูนย์ข้อมูล AI การย้ายฐานการผลิตกลับสหรัฐ และการใช้ไฟฟ้าแทนพลังงานรูปแบบอื่นในภาคต่าง ๆ ควบคู่กับการเพิ่มความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เพื่อรองรับทั้งการแข่งขันด้าน AI กับจีนและความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้น
เร่งนิวเคลียร์-ลดพึ่งพาแร่สำคัญจากจีน
ในด้านนิวเคลียร์ EDF ยังคงบทบาทผู้ให้กู้รายสำคัญสำหรับโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้เงินลงทุนสูงและใช้เวลานาน รัฐบาล Trump ตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตนิวเคลียร์สหรัฐเป็น 4 เท่าภายในปี 2050 สำนักงานพร้อมปล่อยกู้สูงถึง 80% ของมูลค่าโครงการ โดยที่ผ่านมา EDF ปล่อยกู้ 1,000 ล้านดอลลาร์ให้ Constellation Energy เพื่อเดินเครื่องโรงงาน Three Mile Island อีกครั้ง (ปัจจุบันใช้ชื่อ Crane Clean Energy Center) รวมถึงเงินกู้ 12,000 ล้านดอลลาร์ให้ Southern Company สำหรับโครงการ Plant Vogtle และค้ำประกันเงินกู้ 1,500 ล้านดอลลาร์ให้ Holtec ฟื้นฟูโรงไฟฟ้า Palisades ในมิชิแกน
พร้อมกันนั้น EDF จะเร่งสนับสนุนการลงทุนด้านแร่และวัสดุสำคัญเพื่อลดการพึ่งพาจีนในห่วงโซ่อุปทานโลหะและการแปรรูปแร่ที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โครงข่ายไฟฟ้า และ AI เนื่องจากจีนเคยใช้นโยบายจำกัดการส่งออก rare earth และยังครองความได้เปรียบในขั้นตอน refining หลายชนิด EDF วางตัวเป็นส่วนเสริมจากมาตรการของกระทรวงกลาโหม โดยจะเลือกสนับสนุนบริษัทและโครงการที่สามารถแทรกแซงหรือหยุดความพยายามของจีนในการผูกขาดห่วงโซ่สำคัญเหล่านี้
แม้การปรับโครงสร้างสำนักงานจะทำให้จำนวนบุคลากรลดลง แต่ Beard ระบุว่าการคัดเลือกโครงการจะยึดหลักความสามารถทำซ้ำได้และคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ลดการสนับสนุนโครงการที่เป็นต้นแบบเฉพาะราย ซึ่งมักใช้ทรัพยากรมากและเสี่ยงตอบแทนต่ำ แนวทางใหม่นี้มีเป้าหมายทั้งเพื่อลดความเสี่ยงต่อผู้เสียภาษี และสร้างผลกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนพลังงานและความมั่นคงด้านพลังงานของสหรัฐในระยะยาว ผ่านโครงการที่มีโอกาสชำระหนี้คืนสูงและขยายผลได้จริงในระบบเศรษฐกิจโดยรวม








