ตลาดหุ้นสหรัฐเตรียมรับการซื้อขายวันแรกของเดือนมีนาคมท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับขึ้น และตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญด้านการจ้างงาน ขณะที่ดัชนี S&P 500 เพิ่งปิดเดือนกุมภาพันธ์ด้วยผลตอบแทนติดลบราว 1% และยังบวกเพียงเล็กน้อยตั้งแต่ต้นปี
น้ำมัน-ภูมิรัฐศาสตร์กดดันบรรยากาศลงทุน
นักลงทุนจับตาปฏิกิริยาตลาดฟิวเจอร์สและน้ำมันหลังเหตุโจมตีร่วมของสหรัฐและอิสราเอลต่ออิหร่านในช่วงสุดสัปดาห์ โดยการซื้อขายฟิวเจอร์สสหรัฐและสัญญาน้ำมันจะเริ่มต้นคืนวันอาทิตย์ตามเวลานิวยอร์ก ส่วนราคาน้ำมันดิบ Brent เพิ่งดีดขึ้นมาแถว 73 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงสุดนับจากกรกฎาคม 2025 จากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน OPEC+ เพิ่งตกลงเพิ่มกำลังการผลิตในเดือนเมษายนเพียงเล็กน้อย ท่ามกลางความเสี่ยงด้านอุปทานหากเกิดการหยุดชะงักในช่องแคบ Hormuz เส้นทางขนส่งน้ำมันหลักระหว่างอิหร่านและซาอุดีอาระเบีย
ด้านหุ้นรายตัว ตลาดรอผลประกอบการของ CrowdStrike หลังปิดตลาดวันอังคาร ซึ่งจะเป็นอีกสัญญาณสำคัญต่อมุมมองต่อกลุ่มหุ้น cybersecurity ที่ถูกกดดันตามกลุ่ม enterprise software จากความกังวลเรื่องผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) นักวิเคราะห์ตามข้อมูล LSEG คาด CrowdStrike รายงานรายได้ไตรมาส 4 ปีงบประมาณ 2026 ราว 1.3 พันล้านดอลลาร์ กำไรต่อหุ้น 1.10 ดอลลาร์ พร้อมจับตาความคืบหน้าดีลซื้อกิจการ SGNL และ Seraphic
กลางสัปดาห์ นักลงทุนรอผลประกอบการ Broadcom หลังปิดตลาดวันพุธเพื่อประเมินอุปสงค์ในศูนย์ข้อมูลสำหรับชิปด้าน AI ต่อเนื่องจากตัวเลขแข็งแกร่งของ Nvidia สัปดาห์ก่อน LSEG ระบุว่าตลาดคาด Broadcom มียอดขายไตรมาสแรกปีงบประมาณ 2026 ราว 19.14 พันล้านดอลลาร์ กำไรต่อหุ้น 2.02 ดอลลาร์ ขณะที่ทิศทางรายจ่ายลงทุนของกลุ่ม hyperscaler ยังถูกคาดว่าจะหนุนธุรกิจ networking และ custom chip ของบริษัท
ด้านค้าปลีก Costco จะรายงานผลประกอบการหลังปิดตลาดวันพฤหัสบดี โดยนักวิเคราะห์คาดรายได้ไตรมาส 2 ปีงบประมาณ 2026 ที่ 69.22 พันล้านดอลลาร์ และกำไรต่อหุ้น 4.56 ดอลลาร์ เนื่องจากบริษัทเปิดเผยยอดขายรายเดือนอยู่แล้ว ตลาดจึงให้น้ำหนักกับสัญญาณพฤติกรรมใช้จ่ายของผู้บริโภคท่ามกลางค่าครองชีพสูง รวมถึงอัตราต่ออายุสมาชิกที่เคยอ่อนตัวในปี 2025 และแนวทางการคืนภาษีนำเข้าที่เก็บเพิ่มจากมาตรการภาษีฉุกเฉินในยุค Donald Trump ภายหลังคำตัดสินของศาลสูงสหรัฐ
ตัวเลขจ้างงาน-ดัชนีเศรษฐกิจชี้ทิศทาง Fed
ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญประจำสัปดาห์มีรายงานการจ้างงานเอกชนจาก ADP วันพุธ และตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตร (nonfarm payrolls) ของรัฐบาลสหรัฐ วันศุกร์ โดย FactSet ระบุว่าเศรษฐกรคาด ADP รายงานการจ้างงานเอกชนเพิ่ม 55,000 ตำแหน่งในกุมภาพันธ์ จาก 22,000 เดือนก่อน ขณะที่ตลาดคาด nonfarm payrolls เพิ่ม 60,000 ตำแหน่ง ค่าจ้างเฉลี่ยรายชั่วโมงเพิ่ม 0.3% ต่อเดือน และอัตราว่างงานทรงตัวที่ 4.3% ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการคาดการณ์ว่า Federal Reserve จะตรึงดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมีนาคมต่อไปหรือไม่
สัปดาห์นี้ยังมีดัชนี ISM Manufacturing และ ISM Services PMI รวมถึงตัวเลข Initial Jobless Claims และ Retail Sales ที่จะช่วยสะท้อนทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐโดยรวม ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่เพิ่งถูกกดดันจากดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนกุมภาพันธ์ที่ออกมาร้อนแรงกว่าคาดและถ่วงตลาดหุ้นในวันศุกร์ที่ผ่านมา แม้จะยังไม่เปลี่ยนมุมมองตลาดต่อแนวนโยบายดอกเบี้ยในระยะสั้นอย่างมีนัยสำคัญ
ผลกระทบทางอ้อมต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย
สำหรับไทย ความผันผวนของราคาน้ำมันจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจเพิ่มภาระต้นทุนนำเข้าพลังงาน กดดันเงินเฟ้อและค่าใช้จ่ายด้านขนส่ง ขณะที่ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐ และการประเมินกระแสลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีและ AI ระดับโลก มีแนวโน้มส่งผ่านสู่กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายและความเสี่ยงในตลาดหุ้นไทยผ่านช่องทางค่าเงินและ sentiment นักลงทุนต่างชาติ








