ประธานาธิบดี Donald Trump ใช้เวที State of the Union ย้ำว่าภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพของชาวอเมริกันดีขึ้นอย่างชัดเจนในสมัยที่สองของตน โดยชูตัวเลขเงินเฟ้อที่ชะลอลง ดัชนีหุ้นที่ปรับตัวขึ้น และการจ้างงานที่ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง แต่ผลสำรวจหลายสำนักชี้ว่าคนอเมริกันส่วนใหญ่ยังมองว่าเศรษฐกิจย่ำแย่และกำลังเผชิญ “affordability crisis” หรือปัญหาค่าครองชีพสูงต่อเนื่อง
สำรวจของ Pew Research ในเดือนมกราคมพบว่า 72% ของชาวอเมริกันให้คะแนนเศรษฐกิจสหรัฐว่าอยู่ในระดับ “พอใช้” หรือ “แย่” ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของ University of Michigan ในเดือนกุมภาพันธ์ลดลงเกือบ 13% เมื่อเทียบรายปี สวนทางกับภาพรวมเศรษฐกิจที่ตัวเลขหลักยังดูแข็งแรง
ตัวเลขเศรษฐกิจหลักกับค่าครองชีพจริง
ด้านเศรษฐกิจมหภาค อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนมกราคมอยู่ที่ 2.4% ต่อปี ลดลงจาก 3% ในช่วงเดียวกันปีก่อน ตามข้อมูลของ Bureau of Labor Statistics โดยราคาสินค้าบางรายการ เช่น ไข่ และน้ำมันเบนซิน ลดลงราว 48% และ 8% เมื่อเทียบรายปี อัตราการว่างงานอยู่ที่ 4.3% สูงกว่าปีก่อนเล็กน้อยแต่ยังถือว่าต่ำ ขณะที่ตลาดแรงงานกลับมาขยายตัวในเดือนมกราคมด้วยการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 130,000 ตำแหน่ง ด้านตลาดหุ้น S&P 500 ปิดปี 2025 เพิ่มขึ้น 16%
อย่างไรก็ดี ด้านรายได้จริงไม่สอดคล้องกับตัวเลขเศรษฐกิจอื่นมากนัก The Hamilton Project ระบุว่า เมื่อปรับด้วยเงินเฟ้อแล้ว ค่าแรงเฉลี่ยของชาวอเมริกันแทบไม่ขยับเลยตั้งแต่ปี 2020 ขณะที่ต้นทุนจำเป็นอย่างค่าที่อยู่อาศัยและค่ารักษาพยาบาลยังปรับขึ้น ทำให้ครัวเรือนจำนวนมากรู้สึกว่าค่าครองชีพแพงขึ้นและมีโอกาสก้าวหน้าในทางการเงินน้อยลง
พฤติกรรมผู้บริโภคสะท้อนแรงกดดันดังกล่าว โดยอัตราการออมส่วนบุคคลของชาวอเมริกันลดลงมาอยู่ที่ 3.6% ของรายได้ที่ใช้จ่ายได้ในเดือนธันวาคม ต่ำสุดตั้งแต่ปี 2022 ที่ปรึกษาการเงินระบุว่าหลายครอบครัวจำเป็นต้องตัดค่าใช้จ่ายประจำ เช่น ให้คนหนึ่งลาออกมาดูแลลูกเพื่อลดค่า daycare หันมาเตรียมอาหารเองมากขึ้น และลดการใช้จ่ายด้านไลฟ์สไตล์ที่ไม่จำเป็น เช่น สมาชิกฟิตเนสระดับพรีเมียม
ช่องว่างรายได้และโครงสร้าง “K-shaped” – “E-shaped”
แม้การใช้จ่ายผู้บริโภคยังเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตของ GDP ไตรมาส 4 ปี 2025 แต่ข้อมูลของ Moody’s Analytics ระบุว่ากลุ่มผู้มีรายได้สูงสุด 20% รับผิดชอบเกือบ 60% ของการใช้จ่ายรวมในประเทศ นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนเรียกสถานการณ์นี้ว่า “K-shaped economy” คือกลุ่มรายได้สูงยังใช้จ่ายได้ดี ขณะที่กลุ่มรายได้ต่ำต้องลดการใช้จ่าย แต่บางมุมมองมองว่าเศรษฐกิจปี 2026 มีลักษณะเป็น “E-shaped economy” คือแบ่งออกเป็นสามชั้น: กลุ่มรายได้สูงที่ได้ประโยชน์เต็มที่ กลุ่มรายได้กลางที่พอประคองตัวด้วยการหันไปซื้อสินค้าจากร้านส่วนลดหรือค้าส่ง และกลุ่มรายได้ต่ำที่ต้องพึ่งพา credit card และ Buy Now, Pay Later ในการดำรงชีพ
เงินภาษีคืนประจำปีที่ Trump ระบุว่าจะมีมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์อาจช่วยบรรเทาภาระครัวเรือนได้ชั่วคราว ข้อมูลของ Internal Revenue Service ณ 20 กุมภาพันธ์ชี้ว่า เงินคืนเฉลี่ยอยู่ราว 3,800 ดอลลาร์ ขณะที่ผลสำรวจของ Intuit TurboTax ระบุว่า ผู้ที่คาดว่าจะได้เงินคืน 44% ตั้งใจจะออมบางส่วน และ 41% จะใช้จ่ายในของจำเป็น แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเงินก้อนดังกล่าวเป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้นสำหรับครอบครัวที่มีหนี้ค้างหรือออมไม่พอ
แรงกดดันเชิงนโยบายและการตอบโต้ทางการเมือง
ในมุมของนโยบาย ทำเนียบขาวระบุว่ารัฐบาลยังมีงานต้องทำเพื่อลดภาระค่าครองชีพ โดย Trump เรียกร้องให้สภาคองเกรสดำเนินการร่างกฎหมายเพื่อลดค่าที่อยู่อาศัยและค่ารักษาพยาบาล ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนชี้ว่าการแก้ปัญหา “affordability crisis” อย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยการขยายตัวของค่าแรงที่สูงกว่าเงินเฟ้อ ควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมายแรงงาน การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และการเสริมสร้างระบบสวัสดิการทางสังคม เช่น เงินชดเชยการว่างงาน
ฝ่าย Democrat ออกมาตอบโต้การประเมินภาพเศรษฐกิจของ Trump โดยระบุว่าค่าครองชีพยังเป็นประเด็นกดดันหลักของประชาชน และตั้งคำถามต่อหลักฐานที่รัฐบาลใช้ยืนยันว่ามาตรการต่างๆ ช่วยลดต้นทุนให้ครัวเรือนแล้ว พร้อมย้ำว่าเงินเฟ้อที่ชะลอตัวไม่ได้หมายความว่าปัญหาค่าครองชีพสูงได้ถูก “แก้ไข” สำหรับคนส่วนใหญ่ในประเทศแล้ว
ที่มา: https://www.cnbc.com/2026/03/02/trump-touts-affordability-some-americans-still-feel-crisis.html








