สหภาพยุโรป (EU) เผชิญบทบาทจำกัดในวิกฤตตะวันออกกลางรอบใหม่ หลังได้รับแจ้งล่วงหน้าเพียงไม่กี่นาทีก่อนการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และ Israel ต่อ Iran เมื่อวันเสาร์ ขณะที่ผู้นำยุโรปเร่งประเมินความเสี่ยงต่อความมั่นคงด้านพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน หากสถานการณ์ยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์การขนส่งน้ำมันของโลก
Hannah Neumann สมาชิกสภายุโรปและประธานคณะผู้แทนด้านความสัมพันธ์กับ Iran เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ในยุโรปมีข้อมูลล่วงหน้าเกี่ยวกับปฏิบัติการโจมตีครั้งนี้น้อยมาก แม้แต่ Friedrich Merz นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ซึ่งเป็นผู้นำเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของ EU ก็เพิ่งได้รับแจ้งก่อนเริ่มโจมตีเพียงไม่กี่นาที สะท้อนว่ายุโรปถูกกันออกจากวงตัดสินใจหลักของสหรัฐฯ และ Israel ในสงครามที่ยกระดับเข้าสู่วันที่สี่
ท่าทีทางการทูตและการคว่ำบาตรของ EU
ในระดับนโยบาย EU แสดงท่าทีสนับสนุนเป้าหมายของสหรัฐฯ ในการป้องกันไม่ให้ Iran ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ แต่ก็แสดงความกังวลว่าการใช้กำลังทางทหารอาจขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ แถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ของ EU ระบุให้ความสำคัญกับความปลอดภัยด้านนิวเคลียร์ และเรียกร้องให้ Iran ปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้สนธิสัญญา Nuclear Non-Proliferation Treaty และ Comprehensive Safeguards Agreement อย่างเคร่งครัด
ขณะเดียวกัน ผู้นำยุโรปมีความเห็นแตกต่างกันเรื่องมาตรการตอบโต้ โดยคณะผู้นำ EU ระบุว่าพร้อมปกป้องความมั่นคงและผลประโยชน์ของสหภาพ รวมถึงการพิจารณาใช้มาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติม แต่ Merz แสดงท่าทีห่างเหินจากแนวทางดังกล่าว โดยมองว่าการคว่ำบาตรที่ผ่านมาไม่บรรลุผล และบ่งชี้ว่าการใช้กำลังทางทหารอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ในบางกรณี
อีกด้านหนึ่ง ความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกก็เผชิญแรงสั่นสะเทือน เมื่อสหรัฐฯ ต้องพึ่งพาฐานทัพในยุโรปเพื่อปฏิบัติการทางทหาร รัฐบาลสหราชอาณาจักรถูกวิจารณ์จากประธานาธิบดี Donald Trump หลังปฏิเสธในช่วงแรกที่จะอนุญาตให้ใช้ฐานทัพอังกฤษ ก่อนจะเปลี่ยนจุดยืนในภายหลัง และจำกัดการใช้ฐานทัพเพื่อการโจมตีเชิง “ป้องกัน” ต่อเป้าหมายขีปนาวุธของ Iran เท่านั้น
ความเสี่ยงด้านพลังงานโลกและผลต่อไทย
ในมุมเศรษฐกิจและความมั่นคงภายใน MEP Neumann ระบุว่า EU กำลังให้ความสำคัญกับการเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบภายในยุโรป ทั้งการเตรียมแผนอพยพพลเมืองยุโรปจากภูมิภาคเสี่ยง และการสร้างกันชนด้านความมั่นคงพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน หากความขัดแย้งยืดเยื้อหรือหากช่องแคบ Hormuz ถูกปิดกั้น ซึ่งจะกระทบการขนส่งน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญทั่วโลก
สถานการณ์ดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อไทย เนื่องจากช่องแคบ Hormuz เป็นเส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางมายังเอเชีย รวมถึงไทย หากความตึงเครียดทำให้ค่าขนส่งเพิ่มขึ้นหรือปริมาณการส่งออกน้ำมันชะงักงัน ราคาน้ำมันโลกอาจพุ่งสูง กระทบต้นทุนนำเข้า ต้นทุนพลังงาน การผลิต และค่าครองชีพในไทย ตลอดจนกดดันนโยบายการเงินและเงินเฟ้อภายในประเทศ
นอกจากนี้ ความผันผวนในยุโรปและตลาดโลกจากความเสี่ยงด้านพลังงานอาจส่งผลต่อตลาดการเงินไทยผ่านทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้าย ค่าเงินบาท และความเชื่อมั่นนักลงทุน ต่างชาติอาจปรับลดน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดเกิดใหม่ ขณะที่ความล่าช้าในการตอบสนองเชิงนโยบายของ EU ต่อวิกฤตครั้งนี้ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจโลก ซึ่งไทยในฐานะประเทศที่พึ่งพาการค้าและท่องเที่ยวสูงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ที่มา: https://www.cnbc.com/2026/03/03/europe-iran-trump-us-israel-strikes-eu-merz-starmer.html








