ประธานาธิบดี Donald Trump เชิญผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีเข้าทำเนียบขาวเมื่อวันพุธ เพื่อลงนามในคำมั่นว่าจะจัดหาและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านพลังงานสำหรับ AI data center ของตนเอง ท่ามกลางความไม่พอใจของประชาชนต่อค่าไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นก่อนการเลือกตั้งกลางสมัยในสหรัฐฯ
Trump ผลักดันอุตสาหกรรม AI ให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเสาหลักด้านความมั่นคงในศึกแข่งขันกับจีน แต่การจับมือกับ Big Tech ทำให้พรรครีพับลิกันเผชิญความเสี่ยงทางการเมือง ขณะที่เดโมแครตใช้ประเด็นค่าครองชีพและค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นโจมตีรัฐบาล โดยข้อมูลของรัฐบาลกลางระบุว่า ค่าไฟฟ้าครัวเรือนสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 6% ในปี 2025 ตรงกันข้ามกับคำสัญญาของ Trump ว่าจะลดราคาลงครึ่งหนึ่งในปีแรกที่ดำรงตำแหน่ง
ข้อตกลงกับ Big Tech กับข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ
ผู้บริหารจาก Amazon, Google, Meta Platforms, Microsoft, xAI, Oracle และ OpenAI ลงนามในคำมั่นว่าจะจัดหา หรือจ่ายค่าการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดที่ใช้ในโครงการ AI ของบริษัทตนเอง และในบางกรณีจะลงทุนเพิ่มกำลังผลิตให้ระบบสายส่งไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้ยังไม่มีสถานะเป็นข้อผูกพันทางกฎหมายที่ชัดเจน และยังไม่มีกลไกบังคับใช้ในระดับนโยบาย
อุปสรรคสำคัญคือกฎระเบียบด้านไฟฟ้าของสหรัฐฯ กระจายอยู่ในระดับมลรัฐ โดยแต่ละรัฐมีคณะกรรมการกำกับกิจการสาธารณูปโภคและกฎหมายของตนเอง การจะบังคับให้ผู้พัฒนา data center รับภาระต้นทุนการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐ ไม่สามารถดำเนินการได้จากฝ่ายบริหารเพียงฝ่ายเดียว และแม้แต่บริษัทเทคโนโลยีก็ไม่มีอำนาจกำกับดูแลในเรื่องนี้
แรงกดดันทางการเมืองต่อ AI data center ทวีความรุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่ของสหรัฐฯ เมื่อชุมชนท้องถิ่นเชื่อมโยงโครงการเหล่านี้กับค่าไฟที่สูงขึ้น รายงานของ Goldman Sachs คาดการณ์ว่าราคาค่าไฟฟ้าสหรัฐฯ จะยังเพิ่มขึ้น 6% ภายในปี 2026 และอีก 3% ในปี 2028 เพราะอุปสงค์ไฟฟ้าจาก data center เติบโตเร็วกว่าความสามารถในการผลิตและส่งจ่ายไฟฟ้า
ต้นทุนในโครงข่าย PJM และภาระต่อผู้บริโภค
สถานการณ์ที่ตึงตัวที่สุดปรากฏในเขตโครงข่ายไฟฟ้า PJM Interconnection ซึ่งครอบคลุม 13 รัฐในภาคกลางและภาคพื้นแอตแลนติก รายงานของ Monitoring Analytics ระบุว่าต้นทุนในการประกันความมั่นคงด้านไฟฟ้าใน PJM ที่เกี่ยวข้องกับ data center อยู่ที่ราว 23,000 ล้านดอลลาร์ และต้นทุนดังกล่าวถูกผลักภาระไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าปลายทาง ทำให้ถูกมองว่าเป็นการถ่ายโอนความมั่งคั่งครั้งใหญ่จากผู้บริโภคไปยังภาคธุรกิจ
รัฐบาล Trump และผู้ว่าการรัฐทั้งจากพรรครีพับลิกันและเดโมแครตได้กดดันให้ PJM จัดการประมูลฉุกเฉิน เพื่อเปิดทางให้ Big Tech เสนอราคานำโรงไฟฟ้าใหม่เข้าสู่ระบบ ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีพลังงาน Chris Wright ขอให้ Federal Energy Regulatory Commission ขยายอำนาจกำกับดูแลการเชื่อมต่อ data center ขนาดใหญ่กับโครงข่าย เพื่อให้สามารถบังคับให้ผู้พัฒนาโครงการจ่ายค่าลงทุนโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าใหม่ แต่ประเด็นการสร้างกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ส่วนใหญ่ยังอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ระดับมลรัฐ ซึ่งอาจต้องใช้กฎหมายระดับชาติฉบับใหม่จึงจะเปลี่ยนแปลงได้
แม้ทำเนียบขาวจะไม่มีอำนาจตามกฎหมายโดยตรงเหนือโครงข่ายไฟฟ้า แต่ Trump ถูกมองว่ามีอิทธิพลทางการเมืองสูงต่ออุตสาหกรรม AI และพร้อมใช้เวทีประธานาธิบดีในการกดดันภาคเอกชนให้ปฏิบัติตามแนวทางของรัฐบาล ท่ามกลางคลื่นต่อต้าน data center จากทั้งซีกซ้ายและขวาของการเมืองสหรัฐฯ ตั้งแต่ข้อเสนอระงับสิทธิประโยชน์ภาษีในรัฐ Illinois การเรียกร้องให้หยุดการสร้าง data center ในบางพื้นที่ ไปจนถึงการออกกฎหมายคุมราคาและผลกระทบต่อครัวเรือนในรัฐ Florida
ที่มา: https://www.cnbc.com/2026/03/04/trump-faces-an-ai-data-center-power-dilemma-ahead-of-midterms.html








