ความขัดแย้งระหว่าง Iran กับสหรัฐและ Israel ปะทุขยายวงในภูมิภาค Gulf Arab ส่งสัญญาณว่ากำลังย้อนกลับไปสู่ยุคเผชิญหน้าระหว่าง Iranian-Arab และกระทบต่อบทบาทการทูตของ China ในตะวันออกกลาง ที่พยายามผลักดันภาพลักษณ์ “ผู้ไกล่เกลี่ย” ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
การโจมตีตอบโต้ของ Iran ภายหลังการโจมตีทางอากาศของสหรัฐและ Israel ทำให้แนวรบลุกลามจากตัว Iran ไปสู่หลายประเทศรอบอ่าว รวมถึงรัฐ Arab ฝั่งอ่าวที่เป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐ สร้างความเสี่ยงที่ตะวันออกกลางจะกลับไปสู่รูปแบบความขัดแย้ง Iranian-Arab ที่ยืดเยื้อ และแตกแยกเป็นค่ายชัดเจนมากขึ้น
บทบาทการทูตของจีนในตะวันออกกลางสั่นคลอน
สถานการณ์นี้บั่นทอนความพยายามของ Beijing ที่ตลอดระยะหลังลงทุนอย่างมากกับบทบาทด้านการทูตในตะวันออกกลาง ทั้งการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่าง Saudi Arabia กับ Iran การขยายความร่วมมือภายใต้ Belt and Road และการเสนอ China เป็นตัวกลางทางการเมืองและเศรษฐกิจเพื่อลดบทบาทสหรัฐในภูมิภาค
การปะทุของสงครามในวงกว้างยังทำให้ความเสี่ยงด้านพลังงานและเสถียรภาพภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางสูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อภาพลักษณ์ China ว่าเป็นผู้จัดระเบียบใหม่ให้ภูมิภาคได้อย่างสันติ โดยเฉพาะเมื่อคู่ขัดแย้งหลักหลายฝ่ายต่างมีความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจกับ Beijing อยู่แล้ว
นัยต่อไทยและผู้นำเข้าน้ำมันเอเชีย
สำหรับไทยและประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ในเอเชีย การขยายตัวของสงคราม Iran เสี่ยงกดดันราคาน้ำมันดิบและค่าระวางเรือผ่านช่องแคบยุทธศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจเพิ่มต้นทุนพลังงาน นำเข้า และโลจิสติกส์ให้กับไทย ขณะเดียวกัน การที่ China มีอำนาจต่อรองในภูมิภาคลดลง อาจทำให้เอเชียรวมถึงไทยมีตัวเลือกด้านพลังงานและการจัดการความเสี่ยงด้านซัพพลายจากตะวันออกกลางแคบลง
ในภาพรวม ความตึงเครียดที่ยืดเยื้อกำลังท้าทายทั้งเสถียรภาพของตะวันออกกลางและความทะเยอทะยานของ China ในการเป็นศูนย์กลางการทูตและเศรษฐกิจในภูมิภาค ซึ่งจะสะท้อนผ่านความผันผวนของตลาดพลังงานและบรรยากาศการลงทุน ที่เชื่อมโยงถึงเอเชียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้








