ความปั่นป่วนในตลาดการเงินโลกจากสงครามระหว่างสหรัฐ–Israel กับ Iran เริ่มกดดันสินทรัพย์ปลอดภัยดั้งเดิม ทั้งทองคำและหุ้นกลุ่ม defensive หลายประเภท ขณะที่ UBS แนะนำให้นักลงทุนหันไปถือหุ้นกลุ่ม pharmaceuticals เป็นหลักเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้นในตะวันออกกลาง
หลังการโจมตีครั้งแรกเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ความขัดแย้งที่ลุกลามไปแตะประเทศอื่นในภูมิภาคอย่าง Lebanon และ Bahrain ทำให้ราคาน้ำมันดิบทะยานเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กระทบภาคการค้าและการท่องเที่ยว และกดดันตลาดหุ้นสหรัฐร่วงแรง ขณะเดียวกัน spot gold ปรับลงมากกว่า 2% ในช่วง 5 วันล่าสุด มีแนวโน้มปิดสัปดาห์ติดลบครั้งแรกในรอบกว่าหนึ่งเดือน สะท้อนว่าความต้องการหลบภัยในทองคำเริ่มแผ่วลง
ทอง–หุ้น defensive สะดุด UBS ชี้จุดหลบภัยใหม่ในหุ้นยาฝ่า “Iran War”
หุ้นกลุ่ม consumer staples ก็อ่อนตัวตามราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ซึ่งดันต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าขนส่ง ส่งผลซ้ำต่อผู้บริโภคฐานรากและต้นทุนการผลิตของบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภค ทำให้หุ้นป้องกันความเสี่ยงแบบดั้งเดิมไม่ได้ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตได้มากเท่าที่เคย
รายงานเชิงกลยุทธ์ของ UBS ระบุว่าหุ้น pharmaceuticals กว่า 30 บริษัททั่วโลก รวมถึง Eli Lilly และ Merck มีแนวโน้มรับมือความไม่แน่นอนจาก “Iran War” ได้ดีกว่ากลุ่มอื่น โดยมองว่า sector นี้มีลักษณะ defensive สูง และมีความสัมพันธ์เชิงกลับกับดัชนีภาวะผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) กล่าวคือยิ่งเศรษฐกิจชะลอ หุ้นกลุ่มนี้มักให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดรวม
UBS ให้คำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น Eli Lilly และ Merck โดยราคาหุ้นทั้งสองปรับขึ้นแล้วราว 34–35% ในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา แต่ฝ่ายวิจัยยังมองว่าทั้งกลุ่ม pharmaceuticals กำลังซื้อขายที่ระดับ valuation ที่ถือว่าถูกเมื่อเทียบกับศักยภาพการเติบโต ขณะเดียวกันงบดุลมีหนี้ต่ำ จึงเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นเมื่อ credit spreads ขยายตัวในภาวะการเงินตึงตัว
อีกปัจจัยสนับสนุนคือหุ้นกลุ่ม pharmaceuticals ยังถูก short ในระดับสูง โดย UBS ระบุว่าเป็น sector ที่ถูก short มากเป็นอันดับ 7 จาก 29 กลุ่มทั่วโลก หากมีเม็ดเงินไหลเข้าหลบภัยใน sector นี้เพิ่มเติม อาจเกิด short squeeze ช่วยหนุนราคาหุ้นขึ้นได้แรงกว่าปกติ รวมถึงยังได้อานิสงส์เชิงโครงสร้างจากการประยุกต์ใช้ generative AI ที่คาดว่าจะยกระดับประสิทธิภาพงานวิจัยและพัฒนายาในระยะยาว
สำหรับนักลงทุนไทย ความผันผวนในตะวันออกกลางที่ดันราคาน้ำมันขึ้นกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อในประเทศ ขณะที่การที่ทองคำและหุ้น defensive บางกลุ่มไม่ทำหน้าที่หลบภัยได้เต็มที่ อาจทำให้ผู้ลงทุนสถาบันและรายใหญ่หันมาพิจารณาหุ้น pharmaceuticals ต่างประเทศมากขึ้น ทั้งผ่านการลงทุนตรงในตลาดสหรัฐ–ยุโรปหรือผ่านกองทุนรวมต่างประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงพอร์ตจาก geopolitical risk ที่ยืดเยื้อเกินภูมิภาคเดียว








