ราคาน้ำมันดิบสหรัฐพุ่งแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง ท่ามกลางตลาดแรงงานที่ซบเซา จุดกระพือความกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐอาจเผชิญภาวะ stagflation คล้ายทศวรรษ 1970 ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อทั้งเศรษฐกิจจริงและตลาดการเงินทั่วโลก รวมถึงไทยผ่านต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ
ระหว่างการซื้อขายวันจันทร์ ราคาน้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐทะยานผ่านระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับจากปี 2022 ก่อนอ่อนตัวลงในเวลาต่อมา การพุ่งขึ้นรอบนี้เชื่อมโยงกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสถานการณ์ปะทะกับ Iran ทำให้ตลาดประเมินความเสี่ยงการชะงักตัวของอุปทานน้ำมันโลกเพิ่มขึ้น
แรงกดดันเงินเฟ้อท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอ
ด้านข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุด ตลาดแรงงานสหรัฐส่งสัญญาณอ่อนแรงชัดเจน โดยเศรษฐกิจสูญเสียตำแหน่งงานสุทธิ 92,000 ตำแหน่งในเดือนกุมภาพันธ์ อัตราการว่างงานขยับขึ้นสู่ 4.4% ขณะที่การจ้างงานเกือบทั้งปี 2025 เพิ่มเพียง 116,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยการจ้างงานรายเดือนของปีก่อนหน้า สะท้อนการฟื้นตัวที่กำลังสูญเสียโมเมนตัม
ในขณะเดียวกัน อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานตามมาตรวัดเป้าหมายของ Federal Reserve ยังคงอยู่ที่ราว 3% สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางสหรัฐ ท่ามกลางการขาดดุลการคลังระดับสูงและท่าทีผ่อนคลายนโยบายการเงินในหลายประเทศ ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลดดอกเบี้ยหรือเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐอาจยิ่งซ้ำเติมแรงกดดันเงินเฟ้อ หากเศรษฐกิจเติบโตชะลอควบคู่กันไป ความเสี่ยง stagflation จะยิ่งเด่นชัด
ตลาดเงิน-ตลาดทุนปรับมุมมองดอกเบี้ย Fed
ในตลาดการเงิน สัญญาอนุพันธ์บ่งชี้ว่านักลงทุนลดความคาดหวังต่อการปรับลดดอกเบี้ยของ Fed ลงอย่างมีนัยสำคัญ เดิมตลาดให้น้ำหนักต่อการลดดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือนมิถุนายน แต่หลังความตึงเครียดกับ Iran ได้ปรับมุมมองไปเป็นช่วงกันยายน หรือกรณีเร็วสุดคือกรกฎาคม และแทบไม่คาดหวังการลดดอกเบี้ยครั้งที่สองในปี 2026 โดยอัตราดอกเบี้ย fed funds ที่สะท้อนจากตลาดปลายปีนี้อยู่ราว 3.21% ต่ำกว่าปัจจุบันที่ประมาณ 3.64%
ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะยาวส่วนใหญ่ขยับขึ้นในช่วงวิกฤต Iran สะท้อนความกังวลเรื่องเงินเฟ้อจากน้ำมันมากกว่าความกลัวเศรษฐกิจถดถอย อย่างไรก็ดี หากราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน ตลาดพันธบัตรอาจเปลี่ยนมาราคาในความเสี่ยงการเติบโตชะลอตัว ทำให้ยีลด์เริ่มปรับลง ซึ่งจะเป็นสัญญาณว่าตลาดเริ่มมองสถานการณ์เข้าใกล้ภาวะ stagflation มากขึ้น
อย่างไรก็ดี ตัวเลขเศรษฐกิจด้านอื่นยังไม่สะท้อนภาพเศรษฐกิจถดถอยเต็มรูปแบบ โดยแบบจำลองของ Atlanta Fed คาดการณ์ GDP ไตรมาสสองของสหรัฐจะขยายตัวราว 2.1% แม้ต่ำกว่าสามไตรมาสก่อนหน้าแต่ยังถือว่าเติบโตได้ในระดับหนึ่ง ภาคการผลิตและบริการยังอยู่ในโซนขยายตัวในเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่ยอดค้าปลีกเดือนมกราคมหดตัวเล็กน้อย 0.2% สะท้อนกำลังซื้อที่ระมัดระวังขึ้นท่ามกลางค่าครองชีพที่สูง
แรงสะเทือนสู่เศรษฐกิจและตลาดการเงินไทย
สำหรับไทย ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงาน การขนส่ง และต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจ เสี่ยงดันอัตราเงินเฟ้อในประเทศสูงขึ้น ขณะเดียวกัน หาก Fed ชะลอการลดดอกเบี้ยหรือดอกเบี้ยสหรัฐทรงตัวสูงเป็นเวลานาน ก็จะยิ่งตอกย้ำแรงกดดันต่อค่าเงินบาทและจำกัดช่องว่างในการผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนไทยต้องจับตาความยืดเยื้อของราคาน้ำมันและท่าทีของ Fed อย่างใกล้ชิด








