ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่พุ่งขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังหนุนแนวโน้มของ Kinetik Holdings ผู้ให้บริการ midstream พลังงานใน Permian Basin โดยนักวิเคราะห์คาดว่าบริษัทมีโอกาสปรับขึ้นเงินปันผลมากกว่าที่วางแผนเดิม และกลายเป็นเป้าหมายซื้อกิจการของผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรม
Kinetik ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในฮิวสตัน ปัจจุบันให้ผลตอบแทนเงินปันผลราว 7.1% สูงกว่าบริษัท midstream ส่วนใหญ่ ขณะที่ราคาหุ้นปีนี้ปรับขึ้นแล้วประมาณ 26% ตามแรงซื้อหุ้นพลังงานจากกระแสราคาน้ำมันดิบ WTI ที่ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและทำสถิติสัปดาห์ดีที่สุด รวมถึงสัญญาก๊าซธรรมชาติสหรัฐที่พุ่งขึ้นราว 11% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา
การเติบโตผ่านดีลควบรวมและจุดยืนใน Permian Basin
บริษัทก่อตั้งเมื่อปี 2012 ในนาม EagleClaw Midstream และขยายตัวอย่างรวดเร็วผ่านดีลซื้อกิจการ จุดเปลี่ยนสำคัญคือการควบรวม EagleClaw กับ Altus Midstream เมื่อราวสี่ปีก่อน ทำให้ Kinetik กลายเป็นบริษัท midstream จดทะเบียนรายใหญ่สุดที่ให้บริการ Delaware Basin ซึ่งเป็นส่วนตะวันตกและลึกของ Permian Basin
โมเดลธุรกิจของ Kinetik แตกต่างจากผู้เล่น midstream รายใหญ่รายอื่นอย่าง Kinder Morgan, Enterprise Products และ Energy Transfer เนื่องจากมีการพึ่งพาธุรกิจใกล้ต้นน้ำมากกว่า บริษัทเน้นบริการแปรสภาพและจัดเก็บน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงระบบจัดการและกำจัดน้ำที่ใช้ในกระบวนการ fracking ทำให้รายได้มีความอ่อนไหวต่อรอบการขุดเจาะและปริมาณการผลิตของลูกค้า เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น ผู้ผลิตมีแรงจูงใจขุดหลุมใหม่มากขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มหนุนปริมาณธุรกิจของ Kinetik
ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา หุ้น Kinetik ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีราว 21% สูงกว่า S&P 500 ที่ประมาณ 14% แต่ยังต่ำกว่าคู่แข่งอย่าง Energy Transfer และ Kinder Morgan ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 28% และ 22% ตามลำดับ นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าช่วงของการ underperform อาจใกล้จบจากแรงหนุนปัจจัยพื้นฐานและนโยบายปันผล
นโยบายปันผล-ความเป็นไปได้ในการเป็นเป้าหมายซื้อกิจการ
ก่อนที่ความขัดแย้งในอิหร่านจะปะทุ ผู้บริหาร Kinetik ระบุในช่วงประกาศผลประกอบการปลายกุมภาพันธ์ว่า บริษัทตั้งเป้าเพิ่มเงินปันผลปีละ 3-5% จนกว่า dividend coverage ratio จะถึง 1.6 เท่า จากระดับราว 1.2 เท่าในปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนว่ากำไรยังสูงกว่าภาระจ่ายปันผลประมาณ 20% หากบรรลุเป้าหมายดังกล่าวแล้ว การเติบโตของเงินปันผลมีแนวโน้มปรับตามการเติบโตของกำไร และบริษัทคาดว่า coverage ratio จะขยับใกล้ 1.5 เท่าช่วงปลายปี
ด้วยผลตอบแทนปัจจุบันระดับราว 7% ที่มีแผนเติบโตต่อเนื่องและมีโอกาสเร่งตัวตามกระแสรายได้จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ทำให้ Kinetik ถูกมองว่าเป็นโอกาสสร้างผลตอบแทนรวมที่น่าสนใจในกลุ่ม midstream ล่าสุด Raymond James ปรับคำแนะนำหุ้นเป็น outperform และระบุว่า Kinetik มีศักยภาพเป็นเป้าหมาย takeout ของผู้เล่น midstream ที่ต้องการขยายการถือครอง Permian NGL ขณะที่ Jefferies เริ่มออกบทวิเคราะห์เชิงบวกตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ปัจจุบันหุ้น Kinetik มีคำแนะนำระดับซื้อ 11 ราย ถือ 5 ราย และยังไม่มีกองวิเคราะห์แนะนำขาย








