ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาปิดบวกอย่างแข็งแกร่งในวันจันทร์ หลังจากร่วงลงแรงระหว่างวัน ตามกระแสคาดหวังว่าความขัดแย้งทางทหารระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านอาจใกล้ยุติ แม้ตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากความเสี่ยงเงินเฟ้อและราคาพลังงานที่ผันผวนสูง
ระหว่างการซื้อขายช่วงแรก ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับจากกลางปี 2022 จากปัญหาการขนส่งถูกรบกวนในตะวันออกกลาง ขณะที่สงครามกับอิหร่านยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 10 ทำให้ตลาดกังวลว่าต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นอาจลุกลามไปสู่แรงกดดันเงินเฟ้อในวงกว้าง ในจังหวะที่ผู้บริโภคสหรัฐฯ จำนวนมากเผชิญภาระค่าครองชีพสูงต่อเนื่อง
แรงหนุนจากสัญญาณการเมือง-นโยบาย หนุนสินทรัพย์เสี่ยงฟื้น
อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันปรับตัวลงในช่วงปลายตลาด หลังมีรายงานว่ารัฐบาล Trump กำลังพิจารณาผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของรัสเซีย กระแสนี้ช่วยลดความกังวลด้านอุปทานน้ำมันบางส่วน และหนุนให้สินทรัพย์เสี่ยงกลับมาฟื้นตัว
เมื่อปิดตลาด ดัชนี Dow Jones Industrial Average เพิ่มขึ้น 0.50% อยู่ที่ 47,740.80 จุด ดัชนี S&P 500 บวก 0.83% ปิดที่ 6,795.99 จุด และดัชนี Nasdaq Composite พุ่ง 1.38% ปิดที่ 22,695.95 จุด โดยทั้งสามดัชนีดีดตัวแรงในชั่วโมงสุดท้ายของการซื้อขาย หลังประธานาธิบดี Donald Trump ส่งสัญญาณว่าสงครามกับอิหร่านเดินหน้าเร็วกว่ากรอบเวลาที่ประเมินไว้เดิม
ในเชิงกลุ่มอุตสาหกรรม หุ้น 9 จาก 11 กลุ่มหลักใน S&P 500 ปิดบวก โดยหุ้นเทคโนโลยีทำผลงานโดดเด่นที่สุด ขณะที่กลุ่มการเงินและพลังงานเป็นสองกลุ่มที่ปิดลบ ดัชนี Philadelphia Semiconductor Index ฟื้นตัวแรง หุ้นผู้ผลิตชิปอย่าง SanDisk, Broadcom และ Nvidia ปรับขึ้นในช่วง 2.7% ถึงกว่า 11% ตรงกันข้ามกับหุ้นผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย ธนาคาร และหุ้นกลุ่มอากาศยาน/อุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่อ่อนตัวกว่าตลาด
ความเสี่ยงเศรษฐกิจ-เงินเฟ้อกดดันมุมมองนโยบายการเงิน
พื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงสร้างความไม่แน่นอน หลังตัวเลขจ้างงานออกมาต่ำกว่าคาดเมื่อวันศุกร์ ผนวกกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ทำให้นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักความเสี่ยงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่เงินเฟ้อสูง หรือ stagflation ซึ่งจะจำกัดขอบเขตการดำเนินนโยบายของ Federal Reserve ที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างเสถียรภาพราคาและการจ้างงานเต็มศักยภาพ แต่ตลาดอนุพันธ์ยังคงให้น้ำหนักว่า Fed จะตรึงดอกเบี้ยนโยบายไว้ในช่วงครึ่งแรกของปี ตามข้อมูลจาก CME FedWatch
ด้านปัจจัยชี้นำระยะสั้น นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญที่จะประกาศในสัปดาห์นี้ ทั้งดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ตัวเลข GDP ไตรมาส 4 ประมาณการครั้งที่สอง และรายงานรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งล้วนมีศักยภาพสร้างความผันผวนต่อทั้งตลาดหุ้น พันธบัตร และการคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ
นัยต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินไทย
สำหรับไทย ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อทิศทาง fund flow ต่างชาติในตลาดหุ้นและพันธบัตร รวมถึงต้นทุนพลังงานนำเข้า หากราคาน้ำมันโลกทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง ย่อมกดดันเงินเฟ้อและดุลการค้าของไทย ขณะที่ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ จะเป็นตัวแปรสำคัญต่อค่าเงินบาทและต้นทุนการกู้ยืมของภาคเอกชนไทยในระยะถัดไป








