ตลาดหุ้นสหรัฐกำลังเข้าใกล้ระดับที่อาจกระตุ้นให้รัฐบาลสหรัฐและ Federal Reserve ออกมาตรการตอบสนอง หากดัชนี S&P 500 ปรับตัวลงต่อจากระดับปัจจุบัน ตามมุมมองของ Michael Hartnett หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของ Bank of America ซึ่งประเมินว่าแรงกดดันจากสงครามกับ Iran และราคาน้ำมันที่พุ่งสูงกำลังเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจจริง
แม้ตลอดปี 2026 ตลาดยังถือว่าทรงตัวได้ โดย S&P 500 ลดลงเพียงราว 2.8% จากต้นปี และอ่อนตัวราว 5% จากจุดสูงสุดล่าสุดเมื่อช่วงกลางวันศุกร์ที่ผ่านมา แต่ Hartnett ระบุว่า หากดัชนีร่วงลงต่ำกว่า 6,600 จุด ซึ่งต่ำกว่าระดับปิดวันพฤหัสบดีเพียงประมาณ 1% จะมีโอกาสสูงที่จะเห็น “policy response” ด้านสงคราม น้ำมัน การดำเนินนโยบายของ Fed หรือภาษีศุลกากร เพื่อสกัดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจฐานราก
ระดับเสี่ยงในตลาดการเงินโลกและมุมมองต่อสินทรัพย์
ท่ามกลางบรรยากาศกังวล ราคาน้ำมัน Brent ซึ่งเป็นราคามาตรฐานโลกยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวบริเวณ 100.3 ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปีอยู่ราว 4.9% ใกล้ระดับ 5% ที่ Hartnett มองว่าเป็นกรอบบนของช่วงความเสี่ยง เขาประเมินว่าระดับน้ำมันเหนือ 100 ดอลลาร์ ดัชนีดอลลาร์เกิน 100 และยีลด์พันธบัตรยาวเกิน 5% เป็นจุดที่นักลงทุนควรระมัดระวังและ “fade” การปรับขึ้นหรือลงต่อเนื่องของราคา
Hartnett มองว่าตลาดบางกลุ่มได้ปรับฐานลงแรงจนเข้าใกล้จุด “oversold” แล้ว เช่น หุ้นกลุ่ม software สินเชื่อธนาคาร และ bitcoin ขณะที่หุ้นกลุ่ม Magnificent Seven และ private credit ยังไม่ได้ลงมาสู่ระดับเดียวกัน ในเวลาเดียวกัน สินทรัพย์ที่เขาประเมินว่าอยู่ในภาวะ “overbought” ไม่ว่าจะเป็นทองคำ หุ้นกลุ่ม semiconductor โลหะ ตลาดเกิดใหม่ หุ้นยุโรป และหุ้นธนาคาร กำลังถูกเทขายพร้อมกัน สวนทางกับสินทรัพย์หลบภัยดั้งเดิมอย่างน้ำมันและดอลลาร์ที่ไม่ได้รับแรงซื้อเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
เขาระบุว่าแรงขายที่เกิดขึ้นในหลายกลุ่มสินทรัพย์มีแนวโน้มจะเริ่มผ่อนคลาย หากมีสัญญาณตอบสนองจากฝ่ายนโยบาย ทั้งจากทำเนียบขาวและ Fed แต่หากระดับดัชนีสำคัญและราคาตลาดที่ถูกมองว่าเป็น “policy panic level” ไม่สามารถรองรับแรงขายได้ อาจสะท้อนว่าการประเมินว่าตลาดใกล้จุดจบของการปรับฐานนั้นคลาดเคลื่อน และความผันผวนอาจยืดเยื้อออกไป
ทางเลือกเชิงนโยบายของสหรัฐและนัยต่อไทย
สำหรับทิศทางนโยบาย ฝ่ายวิเคราะห์ของ BofA มองว่ามาตรการที่เป็นไปได้รวมถึงความพยายามลดระดับความตึงเครียดในสงครามกับ Iran การผ่อนคลายหรือถอยมาตรการภาษีศุลกากรบางส่วน รวมถึงการผ่อนคลายเชิงการเงินจาก Fed เช่น การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายหรือกลับมาใช้มาตรการซื้อพันธบัตร หากภาวะตลาดทรุดลงจนเริ่มกระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภคและธุรกิจในวงกว้าง
ประเด็นดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อไทย เนื่องจากการตอบสนองเชิงนโยบายของสหรัฐ โดยเฉพาะท่าทีของ Fed และทิศทางราคาน้ำมัน จะส่งผลต่อทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้าย ค่าเงินบาท ต้นทุนพลังงาน และเสถียรภาพของตลาดการเงินในภูมิภาค นักลงทุนไทยและผู้ส่งออก/ผู้นำเข้าจึงต้องติดตามทั้งการเคลื่อนไหวของ S&P 500 และสัญญาณจากทำเนียบขาวกับ Fed อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกและไทยในระยะถัดไป








