สหรัฐกำลังเผชิญความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการเงินรอบด้าน หลังรัฐบาล Donald Trump เปิดปฏิบัติการทางทหารต่อ Iran ในตะวันออกกลาง ซึ่งมีแนวโน้มกระตุ้น “oil shock” ระลอกใหม่ และซ้ำเติมจุดอ่อนด้านฐานะการเงินของสหรัฐเอง ในฐานะประเทศลูกหนี้รายใหญ่ของโลกที่พึ่งพาทุนต่างชาติอย่างมากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการใช้จ่ายภาครัฐ
แม้ปฏิกิริยาตลาดการเงินต่อสงครามจะยังไม่รุนแรง ดัชนีหุ้นสหรัฐยังผันผวนในกรอบจำกัด แต่นักวิเคราะห์ชี้ว่าประเด็นสำคัญอยู่ที่กระแสเงินลงทุนในพันธบัตรและตราสารหนี้สหรัฐ หากนักลงทุนสถาบันและธนาคารต่างชาติชะลอการซื้อพันธบัตร กระทรวงการคลังสหรัฐอาจเผชิญต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น และทำให้ความสามารถในการระดมเงินมาสนับสนุนการทำสงครามของสหรัฐและ Israel ถูกจำกัด
ดุลการเงินสหรัฐเปราะบางท่ามกลางความตึงเครียด
เศรษฐกิจสหรัฐในปัจจุบันดำเนินไปภายใต้ทั้งดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล และงบประมาณขาดดุลต่อเนื่อง โครงสร้างดังกล่าวทำให้สหรัฐต้องดึงดูดเม็ดเงินจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่องเพื่อปิดช่องว่างด้านการเงิน ท่ามกลางความไม่แน่นอนว่าการดำเนินการทางทหารที่ถูกมองว่าขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศในสายตานักลงทุนบางส่วน จะกระทบความเชื่อมั่นต่อ “ความปลอดภัย” ของสินทรัพย์ดอลลาร์และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐหรือไม่
ด้านราคาพลังงาน สงครามในตะวันออกกลางกำลังก่อแรงกดดันใหม่ให้ตลาดน้ำมันโลก คล้ายวิกฤตราคาน้ำมันในอดีต แม้สหรัฐจะกลายเป็นผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่และมีสถานะใกล้เคียงประเทศพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน จาก “shale revolution” ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้บางฝ่ายมองว่าสหรัฐสามารถกันตัวเองจาก shock ด้านราคานำเข้าน้ำมัน และอาจได้ประโยชน์เชิงรายได้จากการส่งออกพลังงาน
อย่างไรก็ดี การเป็น “energy superpower” ไม่ได้ลบความเสี่ยงด้านการเงินมหภาคของสหรัฐ เนื่องจากการทำสงครามต้องใช้เงินจำนวนมาก ในขณะที่ฐานะการคลังขาดดุลเรื้อรัง และหนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูง หากพันธมิตรและผู้ถือพันธบัตรรายใหญ่เริ่มประเมินใหม่ถึงระดับการสนับสนุนทางการเงินที่มีต่อสหรัฐ ผลกระทบอาจสะท้อนผ่านการอ่อนค่าของดอลลาร์ การปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร และสภาวะการเงินที่ตึงตัวขึ้นทั่วโลก
นัยต่อเศรษฐกิจไทยและตลาดการเงิน
สำหรับไทย ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความเปราะบางของเศรษฐกิจสหรัฐเพิ่มความเสี่ยงต่อราคาน้ำมันนำเข้า เงินเฟ้อ และต้นทุนพลังงานของภาคขนส่งและอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน หากเม็ดเงินทุนต่างชาติเริ่มปรับพอร์ตจากสินทรัพย์สหรัฐไปยังตลาดอื่น ตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นไทยอาจเห็นกระแสเงินไหลเข้าหรือไหลออกผันผวนมากขึ้น ส่งผลต่อค่าเงินบาทและทิศทางนโยบายการเงินในระยะถัดไป








