ดัชนี Nasdaq นำตลาดหุ้นสหรัฐปิดบวกในวันจันทร์ จากแรงซื้อหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับ AI นำโดย Meta และ Nvidia แม้ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความไม่แน่นอนด้านพลังงานยังจำกัดความเสี่ยงที่นักลงทุนยอมรับได้
แรงหนุนจากหุ้นเทคฯ ใหญ่และ AI
Meta ปรับขึ้น 2.6% หลังมีรายงานว่าบริษัทเตรียมลดพนักงานมากกว่า 20% เพื่อลดต้นทุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และคาดหวังประสิทธิภาพการทำงานที่สูงขึ้นจากแรงงานที่ใช้เครื่องมือ AI ขณะเดียวกัน Nvidia เพิ่มขึ้น 2.6% ก่อนการประชุมประจำปีซึ่ง CEO เตรียมเปิดตัวชิปและซอฟต์แวร์ AI รุ่นใหม่ โดยผู้ผลิตเซิร์ฟเวอร์รายใหญ่ Foxconn ของไต้หวันประกาศคาดการณ์รายได้ไตรมาสแข็งแกร่ง หนุนมุมมองเชิงบวกต่อห่วงโซ่อุปทานชิป
แรงซื้อในกลุ่มเทคโนโลยีผลักดันให้ทั้ง 11 กลุ่มอุตสาหกรรมใน S&P 500 ปรับขึ้น โดยกลุ่มเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น 1.8% Tesla ขยับขึ้น 2.1% หลัง Elon Musk ระบุว่าโครงการ Terafab สำหรับการผลิตชิป AI จะเริ่มภายใน 7 วัน ส่วน Micron พุ่ง 6.3% จากแผนสร้างโรงงานผลิตแห่งที่สองในไต้หวัน สะท้อนการเร่งลงทุนรองรับความต้องการชิปความจำสำหรับ AI
ดัชนี Dow Jones เพิ่มขึ้น 1.04% S&P 500 บวก 1.15% และ Nasdaq Composite เพิ่ม 1.43% ขณะที่ดัชนีความผันผวน CBOE ลดลงเหลือ 23.72 และดัชนี Russell 2000 ซึ่งอ่อนไหวต่อดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 1.4% ตลาดยังผันผวนต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มสงครามในตะวันออกกลาง แต่หุ้นสหรัฐยังให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดโลก จากการฟื้นตัวของหุ้นเทคโนโลยีที่เคยถูกขายหนักและสถานะสหรัฐในฐานะผู้ส่งออกน้ำมันสุทธิ
ความตึงเครียดตะวันออกกลาง-ท่าทีธนาคารกลาง
ด้านปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ราคาน้ำมันอ่อนตัวเล็กน้อย หลังสหรัฐส่งสัญญาณยอมให้เรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน อินเดีย และจีนบางส่วนผ่านช่องแคบ Hormuz ได้ ช่วยคลายกังวลด้านอุปทานชั่วคราว อย่างไรก็ดี ต้นทุนน้ำมันที่ปรับขึ้นในภาพรวมยังเป็นประเด็นที่ธนาคารกลางสำคัญทั่วโลกจับตาในการประชุมสัปดาห์นี้ เนื่องจากอาจกระตุ้นแรงกดดันเงินเฟ้อรอบใหม่
Federal Reserve ถูกคาดหมายว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสองวันที่จะสิ้นสุดวันพุธ ขณะประเมินผลกระทบจากต้นทุนภาษีนำเข้าและสัญญาณอ่อนแรงของตลาดแรงงาน นักลงทุนในตลาดอนุพันธ์ได้เลื่อนคาดการณ์การลดดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25 จุดฐาน จากเดิมที่คาดว่าจะเริ่มได้ในเดือนกรกฎาคมไปเป็นหลังเดือนตุลาคม สะท้อนมุมมองว่า Fed จะใช้นโยบายการเงินตึงตัวนานกว่าที่เคยคาดไว้
ตัวเลขเศรษฐกิจในประเทศระบุว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนกุมภาพันธ์เพิ่มขึ้น 0.2% ดีกว่าคาดเล็กน้อยจากที่คาด 0.1% ขณะที่เจ้าหน้าที่เศรษฐกิจระดับสูงของสหรัฐและจีนมีกำหนดปิดการเจรจาในกรุงปารีส และมีรายงานว่ากำลังเตรียมการหารือเพิ่มเติมระหว่างประธานาธิบดี Donald Trump และ Xi Jinping ที่ปักกิ่ง ซึ่งนักลงทุนจับตาในฐานะปัจจัยเสี่ยงด้านการค้าและภาษี
ความเคลื่อนไหวหุ้นรายกลุ่ม-ผลต่อไทย
ในกลุ่มหุ้นรายตัว หุ้นพลังงานอย่าง Occidental และ ConocoPhillips อ่อนตัวตามราคาน้ำมัน ขณะที่หุ้นท่องเที่ยวอย่าง Delta และ Norwegian Cruise ปรับขึ้น 3.4% และ 5% ตามลำดับ กลุ่มที่อิงสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น Strategy เพิ่มขึ้น 4.7% ตามการดีดตัวของ bitcoin กว่า 3% ส่วน Dollar Tree กระโดด 6.4% จากมุมมองว่าจะได้รับประโยชน์จากโครงสร้างภาษีที่เอื้ออำนวยในระยะใกล้ ภาพรวมตลาด NYSE และ Nasdaq มีจำนวนหุ้นปรับขึ้นชนะหุ้นปรับลงอย่างมีนัยสำคัญ และมีหุ้นทำจุดสูงสุดรอบ 52 สัปดาห์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
สำหรับผลกระทบต่อไทย การแข็งแกร่งของหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐและกระแสลงทุนใน AI มีแนวโน้มหนุนความเชื่อมั่นต่อหุ้นเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ในภูมิภาค รวมถึงหุ้นส่งออกชิ้นส่วนและชิปของไทย ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านพลังงานจากตะวันออกกลางและแนวโน้ม Fed คงดอกเบี้ยระดับสูงนานขึ้นอาจกดดันต้นทุนนำเข้าน้ำมัน ค่าเงินบาท และกระแสเงินทุนต่างชาติในตลาดการเงินไทยในระยะถัดไป








