ผู้ผลิตจีนเริ่มชะลอและทบทวนแผนขยายการลงทุนในต่างประเทศ หลังสงครามในอิหร่านกระทบตลาดน้ำมันโลก ดันต้นทุนพลังงานและต้นทุนการผลิตในหลายประเทศเอเชียเพิ่มสูง ขณะเดียวกันเศรษฐกิจหลักของโลกชะลอตัว กดดันความคุ้มค่าของการบุกตลาดนอกจีนในระยะสั้น
ต้นทุนพลังงานพุ่ง บีบแผนตั้งฐานผลิตใหม่
กรณีโรงงานของผู้ประกอบการชาวจีนที่ไปตั้งฐานผลิตของเล่นใกล้โฮจิมินห์ซิตี้ในเวียดนาม สะท้อนแรงกดดันดังกล่าวอย่างชัดเจน ต้นทุนการผลิตของเล่นต่อชิ้นในเวียดนามอยู่ราว 9 หยวน สูงกว่าการผลิตในมณฑล Guangdong ที่เพียง 6 หยวน โดยส่วนต่างสำคัญมาจากค่าไฟฟ้าและพลังงานที่พุ่งขึ้นตามราคาน้ำมัน หลังสงครามในตะวันออกกลางทำให้เกิด shock ในตลาดพลังงาน
แม้ผู้ประกอบการบางรายยังคงเลือกถือครองโรงงานในเวียดนามต่อไป ด้วยมองว่าความตึงเครียดเชิงยุทธศาสตร์ระหว่าง Beijing และ Washington จะทำให้การกระจายฐานการผลิตนอกจีนยังมีความจำเป็นในระยะยาว แต่หลายโครงการขยายกำลังการผลิตที่เดิมตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่โรงงานเท่าตัวภายในปีนี้ ต่างถูกเลื่อนออกไม่มีกำหนด และผู้เล่นรายใหม่ที่เพิ่งตั้งโรงงานในเวียดนามโดยยังไม่มีคำสั่งซื้อขนาดใหญ่ ถูกเตือนให้เตรียมรับภาวะขาดทุน
ภาพรวมแล้ว บริษัทจีนที่เผชิญกำไรในประเทศหดตัวและกำลังการผลิตส่วนเกิน ยังต้องการ “ไปข้างนอก” เพื่อหาตลาดที่มีมาร์จินดีกว่า แต่สภาพแวดล้อมโลกที่เปลี่ยนเร็ว ทั้งสงครามในอิหร่าน ราคาพลังงานผันผวน และการเติบโตที่ชะลอในเศรษฐกิจหลัก กำลังบีบให้หลายบริษัทปรับกลยุทธ์ระยะสั้น ลดหรือต่อรองการลงทุนใหม่ รอจังหวะเมื่อความเสี่ยงโลกนิ่งกว่านี้
โอกาสและความเสี่ยงต่อไทย
สำหรับไทย การที่ต้นทุนพลังงานในประเทศเกิดใหม่อย่างเวียดนามเพิ่มสูง และการขยายฐานผลิตของจีนในบางพื้นที่สะดุด อาจเปิดช่องให้ไทยกลับมามีความน่าสนใจในฐานะฐานการผลิตทดแทนหรือศูนย์กระจายสินค้าในภูมิภาค หากสามารถรักษาความมั่นคงด้านพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์ได้ ขณะเดียวกัน ผู้ส่งออกไทยต้องจับตาความผันผวนของต้นทุนคู่แข่งจีนและเวียดนาม ซึ่งอาจเปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขันในตลาดโลกบางกลุ่มสินค้าอย่างรวดเร็ว








