ช่องแคบ Strait of Hormuz ยังไม่สามารถกลับมาใช้การได้ตามปกติ แม้ทางการอิหร่านประกาศว่าเปิดให้เรือพาณิชย์ผ่านแล้ว ส่งผลให้สถานการณ์ส่งออกน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางยังตึงตัว ขณะที่ราคาน้ำมันล่วงหน้าในตลาดปรับตัวลงแรงจากความหวังว่าความเสี่ยงด้านอุปทานจะคลี่คลายเร็วขึ้น
ช่องแคบยัง “ปิดใช้งานเชิงปฏิบัติ” แม้ประกาศเปิด
ข้อมูลจากบริษัทติดตามเรือ Kpler ระบุว่าเรือบรรทุกน้ำมันและเรือสินค้าเชิงพาณิชย์หลายลำพยายามออกจากอ่าวเปอร์เซียผ่านช่องแคบ Strait of Hormuz ตามเส้นทางที่อิหร่านกำหนดบริเวณ Larak Island ในวันศุกร์ แต่ต้องหันหัวกลับ โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่าเรือเหล่านี้ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ผ่านอย่างเป็นทางการ ทำให้สภาพการณ์ของช่องแคบยังถือว่า “ปิดใช้งานเชิงปฏิบัติ”
ตลาดล่วงหน้าน้ำมันดิบตอบรับถ้อยแถลงของเตหะรานทันที โดยสัญญาน้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐร่วงลง 12% มาปิดที่ 83.85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ Brent crude ลดลง 9% เนื่องจากนักลงทุนตีความว่าความเสี่ยงด้านอุปทานจากช่องแคบที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งน้ำมันโลกเริ่มคลายตัว อย่างไรก็ดี ต่อมาเกิดความสับสนจากถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่อิหร่านและประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐ ว่าช่องแคบเปิดใช้งานจริงในระดับใด
รายงานของสื่อใกล้ชิดกองกำลัง Revolutionary Guard ระบุเงื่อนไขการเดินเรือว่าทุกลำต้องใช้เส้นทางที่อิหร่านกำหนดและประสานงานกับกองทัพเรือ รวมถึงห้ามเรือหรือสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ “ชาติศัตรู” ผ่าน ซึ่งเป็นข้อกำหนดในลักษณะเดียวกับที่ใช้มาก่อนหน้า ด้านสหรัฐยืนยันว่ามาตรการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่านยังคงมีผล ขณะที่เตหะรานขู่จะปิดช่องแคบหากการปิดล้อมไม่ถูกยกเลิก
ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยกดดันเส้นทางเดินเรือ
องค์กรเดินเรือรายใหญ่ของโลก BIMCO แนะนำให้เรือเลี่ยงช่องแคบ Strait of Hormuz ต่อไป เนื่องจากยังมีความเสี่ยงจากทุ่นระเบิดและยังไม่มีการประกาศพื้นที่ปลอดภัยอย่างชัดเจน นักวิเคราะห์เตือนว่าความพยายามด้านการทูตอาจช่วยลดแรงตื่นตระหนกในตลาดล่วงหน้าได้บางส่วน แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนจริงในฝั่งกายภาพของตลาดน้ำมันและผลิตภัณฑ์กลั่น
ผลจากการปิดช่องแคบทำให้เรือบรรทุกน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์กลั่นชุดสุดท้ายที่ออกจากอ่าวเปอร์เซียก่อนการปิดทางเดินเรือเพิ่งทยอยถึงจุดหมายในเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ โดยหลังจากนี้ปริมาณน้ำมันจากช่องแคบจะเริ่มหายไปจากตลาดอย่างชัดเจน โรงกลั่นในเอเชียที่พึ่งพาน้ำมันตะวันออกกลางสูงจะต้องลดกำลังการกลั่น ซึ่งจะกระทบต่อประเทศผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เช่น น้ำมันอากาศยาน จากเอเชียตามมา
นักวิเคราะห์ประเมินว่าตลาดเอเชียจะเผชิญภาวะตึงตัวด้านอุปทานหนักกว่าภูมิภาคอื่น เนื่องจากได้ระบายสต๊อกน้ำมันสำรองบนฝั่งไปมากแล้ว และต้องใช้เวลาเป็นเดือนกว่าการเดินเรือผ่าน Strait of Hormuz จะกลับสู่ภาวะปกติ คาดว่าบริษัทเดินเรือขนาดใหญ่ส่วนหนึ่งจะรอประเมินความปลอดภัยจาก “ผู้เล่นรายแรก” ที่กล้าเดินเรือผ่าน ก่อนทยอยกลับเข้าสู่เส้นทางเดิม
ผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานและราคาเชื้อเพลิงไทย
สำหรับไทย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปจากตลาดเอเชียและตะวันออกกลางสูง ภาวะปิดช่องแคบ Strait of Hormuz ยืดเยื้ออาจกดดันต้นทุนพลังงานของโรงกลั่นและผู้ประกอบการน้ำมันในประเทศ โดยเฉพาะหากโรงกลั่นในเอเชียตัดกำลังการผลิตมากกว่าคาด อาจนำไปสู่ความผันผวนของราคาขายปลีกเชื้อเพลิงภายในประเทศในระยะถัดไป แม้ราคาน้ำมันล่วงหน้าจะอ่อนตัวลงในระยะสั้นก็ตาม
ที่มา: https://www.cnbc.com/2026/04/17/iran-trump-strait-hormuz-oil-tanker-traffic.html








