นักลงทุนต่างชาติเร่งเทขายหุ้นและพันธบัตรไทย หลังสงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่านดันราคาน้ำมันดิบโลกขึ้นใกล้ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กระทบความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยภายใต้รัฐบาลนายกฯ Anutin Charnvirakul และตอกย้ำข้อจำกัดเชิงนโยบายของไทย ท่ามกลางภาระหนี้สาธารณะสูงและเงินเฟ้อต่ำในช่วงก่อนหน้า
เงินทุนต่างชาติไหลออก-ไทยเปราะบางต่อช็อกพลังงาน
ข้อมูล LSEG ระบุว่า นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิหุ้นไทย 1.7 พันล้านดอลลาร์ในเดือนกุมภาพันธ์ หลังการเลือกตั้งที่สร้างความหวังด้านเสถียรภาพการเมืองและการปฏิรูปเศรษฐกิจ แต่เมื่อความขัดแย้งในอิหร่านปะทุปลายเดือนเดียวกัน กระแสเงินทุนกลับทิศอย่างรวดเร็ว โดยมียอดขายสุทธิหุ้นไทย 823 ล้านดอลลาร์ในเดือนมีนาคม และขายสุทธิพันธบัตรอีก 705 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้เงินทุนไหลออกรวมสูงสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2024
นักวิเคราะห์ชี้ว่าไทยเป็นหนึ่งในประเทศเอเชียที่เปราะบางต่อช็อกด้านพลังงานมากที่สุด เนื่องจากตะวันออกกลางเป็นแหล่งนำเข้าน้ำมันและก๊าซเกือบครึ่งหนึ่งของทั้งระบบ ขณะที่โครงสร้างพลังงานในประเทศพึ่งพาก๊าซมากกว่าครึ่งของกำลังการผลิตไฟฟ้ารายปี และสัดส่วนการนำเข้า LNG เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ต้นทุนพลังงานภายในประเทศอ่อนไหวต่อราคาตลาดโลก
เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพียง 2.4% ในปีที่ผ่านมา ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน และเผชิญภาวะเงินเฟ้อติดลบติดต่อกัน 12 เดือน จนธนาคารกลางต้องปรับลดดอกเบี้ยในเดือนกุมภาพันธ์ก่อนเกิดสงคราม นักลงทุนจำนวนมากมองว่าไทยกำลังเผชิญ “ทางตันเชิงนโยบาย” เนื่องจากขึ้นดอกเบี้ยต่อได้ยากโดยไม่ฉุดการฟื้นตัว ขณะเดียวกันก็ลดดอกเบี้ยได้จำกัด เพราะเสี่ยงกดดันค่าเงินและทำให้เงินเฟ้อดีดกลับรุนแรง
ข้อจำกัดการคลัง-การเงินท่ามกลางราคาน้ำมันพุ่ง
หน่วยงานวางแผนเศรษฐกิจของรัฐประเมินว่า หากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศเพิ่มขึ้นทุก 1 บาทต่อหน่วย อัตราการเติบโตเศรษฐกิจจะหายไป 0.02 จุดเปอร์เซ็นต์ ทำให้รัฐบาลลังเลที่จะเพิ่มวงเงินอุดหนุนโดยตรง ขณะเดียวกันก็ต้องชะลอการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าในช่วงฤดูร้อนเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ ท่ามกลางกรอบหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่ระดับ 66% ใกล้ชนเพดาน 70% ที่รัฐบาลกำหนดเอง และสร้างความกังวลว่าอาจต้องทบทวนเพดานดังกล่าว
แรงกดดันจากภายนอกสะท้อนผ่านค่าเงินบาทที่อ่อนค่าราว 2.8% นับตั้งแต่สงครามเริ่ม ก่อนจะฟื้นบางส่วนหลังมีการประกาศหยุดยิงชั่วคราวสองสัปดาห์เมื่อต้นเดือนเมษายน นักวิเคราะห์มองว่า การที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นถึง 9% ในปี 2025 ยังช่วยให้ไทยมี “กันชน” ให้ค่าเงินอ่อนลงได้อีก หากความตึงเครียดในตะวันออกกลางยืดเยื้อ โดยไม่กระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคมากจนเกินไป
กระนั้น นักกลยุทธ์การลงทุนจากสถาบันการเงินต่างชาติยังคงประเมินมุมมองต่อสินทรัพย์ไทยอย่างระมัดระวัง โดยเห็นว่าตลาดยังไม่สะท้อนผลกระทบด้านการเติบโตจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอย่างเต็มที่ ขณะที่ตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อไทยปีนี้ถูกปรับขึ้น โดยอาจแตะ 3.5% จากที่หดตัวเฉลี่ย 0.54% ในไตรมาสแรก ซึ่งจะจำกัดช่องว่างสำหรับการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม
สำหรับไทย ผลกระทบโดยตรงจะเห็นได้ทั้งจากค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่กดทอนกำลังซื้อครัวเรือน ต้นทุนไฟฟ้าและเชื้อเพลิงที่บั่นทอนความสามารถการแข่งขันของภาคการผลิตและท่องเที่ยว รวมถึงความผันผวนของค่าเงินบาทและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย ซึ่งอาจยืดระยะเวลาการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและตลาดการเงินไทยให้ช้ากว่าที่คาด หากราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน








