ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยเป้าหมายที่กรอบ 3.5%-3.75% ตามคาด หลังการประชุมคณะกรรมการ FOMC เมื่อวันที่ 29 เมษายน ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองที่รุนแรง และการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งประธานจาก Jerome Powell ไปสู่ผู้ได้รับการเสนอชื่อคนใหม่ Kevin Warsh โดยการลงมติครั้งนี้มีเสียงไม่เห็นด้วยถึง 4 เสียง มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1992
มติการประชุม-สัญญาณนโยบายการเงิน
แม้จะคงดอกเบี้ยไว้ระดับเดิม แต่ถ้อยแถลงของ Fed ยังสะท้อน “easing bias” หรือความพร้อมที่จะผ่อนคลายนโยบายการเงิน หากข้อมูลเศรษฐกิจและความเสี่ยงในอนาคตเอื้ออำนวย ทำให้กรรมการ 3 คนจากธนาคารกลางเขต Cleveland, Minneapolis และ Dallas ลงมติคัดค้านในประเด็นถ้อยคำดังกล่าว เพราะมองว่ายังเร็วเกินไปที่จะส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย ขณะที่ Stephen Miran เป็นเสียงข้างน้อยที่ต้องการให้ลดดอกเบี้ย 0.25 จุด
ในแถลงข่าวหลังการประชุม Powell เตือนว่าความเป็นอิสระของ Fed กำลัง “อยู่ในความเสี่ยง” จาก “การโจมตีทางกฎหมาย” ของฝ่ายบริหารรัฐบาล Donald Trump โดยระบุว่าการดำเนินการเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ 113 ปีของ Fed และบั่นทอนความสามารถของธนาคารกลางในการกำหนดนโยบายการเงินโดยไม่ต้องคำนึงถึงแรงกดดันทางการเมือง เขาย้ำว่าจะยังไม่ลาออกจากคณะกรรมการจนกว่าการสอบสวนเรื่องงบปรับปรุงอาคารสำนักงานใหญ่ Fed จะสิ้นสุดลงอย่างโปร่งใสและเด็ดขาด
แม้จะครบวาระประธานในวันที่ 15 พฤษภาคม Powell ยืนยันว่าจะอยู่ในตำแหน่ง Fed governor ต่อไปในระยะหนึ่ง ทั้งที่เดิมตั้งใจจะเกษียณ โดยให้เหตุผลว่าภาวะการเมืองและข้อพิพาททางกฎหมายในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา “ทำให้ไม่มีทางเลือก” และสะท้อนความกังวลว่าหากเขาลาออกทันที ประธานาธิบดี Trump จะมีโอกาสแต่งตั้งคนของตนเพิ่ม จนถือครองเสียงข้างมากในคณะผู้ว่าการ
การเปลี่ยนผ่านสู่ Kevin Warsh-ความกังวลเรื่องความเป็นอิสระ
ด้าน Kevin Warsh ได้รับการลงมติจากคณะกรรมาธิการธนาคารวุฒิสภาให้เสนอชื่อเข้าสู่การพิจารณาในวุฒิสภาเต็มคณะ ด้วยคะแนนเสียงแบ่งตามพรรค ซึ่งปูทางให้เขามีโอกาสสูงจะขึ้นเป็นประธาน Fed คนต่อไป ท่ามกลางข้อกังขาจากนักเศรษฐศาสตร์และนักลงทุนบางส่วนเรื่องความสามารถในการต้านทานแรงกดดันจากทำเนียบขาว ตามผลสำรวจ CNBC Fed Survey ที่พบว่าเพียงครึ่งหนึ่งเชื่อว่า Warsh จะดำเนินนโยบายการเงินอย่างเป็นอิสระในระดับมาก
Fed ยังชี้ถึงความไม่แน่นอนจากสงครามระหว่างสหรัฐกับ Iran ราคาน้ำมันที่พุ่งแรง และการจ้างงานที่ชะลอลง ซึ่งซับซ้อนต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ ขณะเดียวกัน ตลาดการเงินปรับตัวรับการคงดอกเบี้ย โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี และดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดของวัน นักลงทุนคาดว่า Fed น่าจะตรึงดอกเบี้ยต่ออีกหลายการประชุม ไม่ว่าผู้ดำรงตำแหน่งประธานจะเป็นใคร
นัยต่อเศรษฐกิจไทย-ความเสี่ยงเงินทุนไหลและเงินเฟ้อนำเข้า
สำหรับผลกระทบต่อไทย การคงดอกเบี้ยของ Fed ที่ระดับสูงต่อเนื่องกดดันให้ส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐยังแคบและเป็นลบ เสี่ยงให้เงินทุนต่างชาติผันผวนและจำกัดช่องว่างในการลดดอกเบี้ยนโยบายของไทย ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่สูงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อนำเข้า และกระทบต้นทุนพลังงานของภาคธุรกิจและผู้บริโภคไทยในระยะถัดไป
ที่มา: https://www.cnbc.com/2026/04/29/fed-meeting-today-live-updates-warsh-powell.html








