BlackRock ประเมินว่าในภาวะตลาดผันผวนจากสงครามตะวันออกกลาง แรงกดดันเงินเฟ้อ และความกังวลต่อผลกระทบจาก AI ต่อธุรกิจแบบดั้งเดิม ตราสารหนี้บางกลุ่มยังให้รายได้ดอกเบี้ยในระดับน่าสนใจ โดยเฉพาะตราสารที่มีสินทรัพย์จริงในเศรษฐกิจเป็นหลักประกัน ซึ่งได้รับผลกระทบน้อยกว่าจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
ในมุมมอง “spring outlook” ล่าสุด BlackRock ชี้ว่าการลงทุนในสินทรัพย์ที่จัดอยู่ในกลุ่ม “HALO assets” หรือสินทรัพย์ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานและจับต้องได้ (Heavy Assets, Low Obsolescence) เริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้น เนื่องจากมีความเสี่ยงจากการถูกเทคโนโลยี AI เข้ามาแทนที่ต่ำ เมื่อเทียบกับธุรกิจดิจิทัลล้วน ขณะเดียวกันยังผูกโยงกับดีมานด์จริงในระบบเศรษฐกิจ
สินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานเด่นท่ามกลางดอกเบี้ยผันผวน
กระแสกังวลด้านความมั่นคงพลังงานที่เร่งตัวขึ้นตลอดสองเดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate ขยับเข้าใกล้ระดับ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนให้เห็นบทบาทของกลุ่มสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานต่อเศรษฐกิจจริงมากขึ้น ด้านตลาดพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปียังคงสะท้อนความตึงเครียดดังกล่าว โดยอัตราผลตอบแทนขยับจากต่ำกว่า 4% ก่อนเกิดความขัดแย้ง ขึ้นมาใกล้ระดับ 4.35%
BlackRock ระบุว่า กลยุทธ์ในตราสารหนี้ยังคงเน้นโซน “front end” ถึง “belly” ของเส้นอัตราผลตอบแทน หรือช่วงอายุตั้งแต่สั้นไปจนถึงประมาณ 5–6 ปี เพื่อมุ่งรับรายได้ดอกเบี้ยที่มั่นคง ควบคู่กับการจำกัดความผันผวนด้านราคา ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ทิศทางอัตราดอกเบี้ยยังมีความไม่แน่นอนสูง
เน้นตราสารหนี้มีสินทรัพย์ค้ำประกัน รับกระแสเงินสดจากเศรษฐกิจจริง
โอกาสหลักที่ BlackRock มองเห็นอยู่ในกลุ่มตราสารหนี้ securitized โดยเฉพาะ commercial mortgage-backed securities, residential MBS และ asset-backed securities บางประเภท ซึ่งล้วนมีสินทรัพย์จริงในภาคที่อยู่อาศัย เชิงพาณิชย์ หรือสินเชื่อผู้บริโภค เช่น สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ เป็นหลักประกัน และเป็นแหล่งที่มาของกระแสเงินสดที่จ่ายคืนให้นักลงทุน
สำหรับ MBS แบ่งได้ทั้งที่ได้รับการค้ำประกันโดยภาครัฐ (agency mortgages) และที่ไม่อยู่ภายใต้การค้ำประกันของรัฐ (non-agencies) โดย BlackRock ชี้ว่าลักษณะสำคัญของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ คือรายรับดอกเบี้ยที่โยงกับภาคที่อยู่อาศัยและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “real economy” อย่างชัดเจน
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ในตลาดคือ iShares MBS ETF ซึ่งลงทุนในตลาด MBS ระดับ investment grade และล่าสุดมี 30-day SEC yield ที่ 4.14% ขณะที่มี expense ratio อยู่ที่ 0.04% สะท้อนบทบาทของกองทุนรวม ETF ที่ใช้ตราสารหนี้มีสินทรัพย์ค้ำประกันเป็นเครื่องมือรับรายได้ดอกเบี้ย ควบคู่กับการกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาสินทรัพย์เสี่ยงอื่นในพอร์ตลงทุน








