ตลาดหุ้นสหรัฐเผชิญแรงกดดันจากหุ้นเทคโนโลยีในการซื้อขายล่วงหน้าวันพฤหัสบดี หลังผลประกอบการของ Oracle ต่ำกว่าคาด ตรงข้ามกับแรงหนุนจากการที่ Fed ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งที่สามของปี ซึ่งช่วยดันดัชนีหลักปิดบวกในการซื้อขายก่อนหน้า
สัญญาล่วงหน้า S&P 500 ปรับลดราว 0.6% ขณะที่ Nasdaq 100 futures ร่วง 0.8% และ Dow Jones Industrial Average futures อ่อนตัวราว 0.2% โดยนักลงทุนกลับมากังวลต่อมูลค่าหุ้นเทคฯ ที่ปรับขึ้นแรงจากธีม AI ท่ามกลางความไม่แน่นอนว่าบริษัทจะสามารถแปลงเม็ดเงินลงทุนด้าน AI ให้เป็นรายได้จริงได้เร็วเพียงใด
หุ้น Oracle ร่วงถึง 11% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ หลังรายได้ไตรมาสล่าสุดต่ำกว่าประมาณการของนักวิเคราะห์ แม้กำไรต่อหุ้นจะออกมาดีกว่าคาด ขณะเดียวกันบริษัทปรับเพิ่มประมาณการค่าใช้จ่ายล่วงหน้า ส่งผลให้หุ้นกลุ่มที่เชื่อมโยงกับ AI อื่น ๆ อ่อนตัวตาม ทั้ง Nvidia และ CoreWeave รวมถึงกองทุน State Street Technology Select ETF (XLK) ที่อ่อนลงราว 1.2%
ผลประกอบการ-ท่าที Fed สะท้อนภาพเสี่ยงต่อหุ้นเทคฯ
ด้านรายงานผลประกอบการอื่น Synopsys ปรับขึ้นมากกว่า 2% หลังรายได้และกำไรไตรมาสล่าสุดดีกว่าคาด และก่อนหน้านี้เพิ่งรับเงินลงทุน 2 พันล้านดอลลาร์จาก Nvidia ภายใต้ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ขณะที่ Planet Labs พุ่งกว่า 14% หลังรายได้ทะลุประมาณการ ส่วน Adobe แม้จะรายงานผลดำเนินงานเหนือคาดและคาดการณ์รายได้ประจำเติบโตเลขสองหลักในปี 2026 หนุนด้วย AI แต่ราคาหุ้นขยับลงเล็กน้อยหลังปิดตลาด
แรงขายในหุ้นเทคฯ เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลัง Fed ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอ้างอิงระยะสั้นลง 0.25 จุด สู่กรอบ 3.5%-3.75% และส่งสัญญาณว่าจังหวะการลดดอกเบี้ยต่อจากนี้จะช้าลง พร้อมย้ำว่าจะไม่กลับไปขึ้นดอกเบี้ยในระยะใกล้ ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่ได้รับผลกระทบบางส่วนจากมาตรการภาษีนำเข้าของรัฐบาลประธานาธิบดี Donald Trump
การประชุมดังกล่าวหนุนให้ดัชนีหลักทั้งสามของสหรัฐปิดบวกเมื่อคืนวันพุธ โดย Dow Jones ปรับขึ้นราว 497 จุด หรือเกือบ 1.1% ขณะที่ดัชนี Russell 2000 ของหุ้นบริษัทขนาดเล็กปิดทำสถิติสูงสุดใหม่ สะท้อนมุมมองว่าบริษัทขนาดเล็กจะได้ประโยชน์มากกว่าจากต้นทุนการกู้ยืมที่ลดลงซึ่งอิงอัตราดอกเบี้ยตลาดโดยตรง
อย่างไรก็ดี นักลงทุนจำนวนหนึ่งยังคงระมัดระวัง เนื่องจาก Fed ใช้ท่าที “รอดูทิศทางเศรษฐกิจ” ต่อไป ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐมีสัญญาณปะปน ทั้งด้านเงินเฟ้อ การเติบโต และตลาดแรงงาน ซึ่งอาจเพิ่มความผันผวนในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงเมื่อขยับเข้าใกล้ปี 2026
สำหรับผลต่อไทย การอ่อนตัวของหุ้นเทคฯ สหรัฐ โดยเฉพาะกลุ่มเกี่ยวข้องกับ AI อาจกดดันหุ้นเทคโนโลยีและหุ้น Growth ในภูมิภาคเอเชียรวมถึงตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น ขณะเดียวกันหากทิศทางดอกเบี้ยขาลงของ Fed ดำเนินต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยบวกต่อเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ กระแสเงินทุนไหลเข้า-ออก และต้นทุนการเงินของภาคเอกชนไทยในระยะถัดไป โดยเฉพาะบริษัทที่มีการกู้ยืมเงินสกุลดอลลาร์จำนวนมาก และหุ้นขนาดกลาง-เล็กในประเทศที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยโลก
ที่มา: https://www.cnbc.com/2025/12/10/stock-market-today-live-updates.html








