Ananym Capital Management กองทุน activist จากสหรัฐ เรียกร้องให้ LKQ Corp. ผู้จัดจำหน่ายอะไหล่รถยนต์รายใหญ่ ขายธุรกิจในยุโรปและหันมาโฟกัสตลาดอเมริกาเหนือ โดยมองว่าจะช่วยปลดล็อกมูลค่าหุ้นและเพิ่มผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น หลังราคาหุ้นปรับตัวแย่กว่าตลาด นับตั้งแต่บริษัทกลับมาเน้นทำดีล M&A อีกครั้ง
LKQ มีมูลค่าตลาดราว 7.66 พันล้านดอลลาร์ ดำเนินธุรกิจหลักด้านจัดจำหน่ายอะไหล่ทดแทนและอุปกรณ์ซ่อมบำรุงรถยนต์ แบ่งเป็น 4 กลุ่มคือ wholesale-North America, Europe, specialty และ self service โดยธุรกิจยุโรปสร้างสัดส่วนรายได้ราว 47% และ EBITDA 38% ขณะที่อเมริกาเหนือมีรายได้ 40% แต่มีสัดส่วน EBITDA สูงถึง 55% สะท้อนอัตรากำไรที่ดีกว่าและส่วนแบ่งตลาดที่แข็งแกร่งกว่า
แผนขายสินทรัพย์ยุโรป-ซื้อหุ้นคืน หวังดันมูลค่าหุ้นฟื้นสู่ระดับในอดีต
Ananym ซึ่งถือหุ้น LKQ ราว 0.39% ระบุว่าธุรกิจยุโรปของบริษัทมีโครงสร้างซับซ้อน ต้องบริหารภายใต้กฎระเบียบหลายประเทศ และต้องบูรณาการระบบ ERP กว่า 20 ระบบใน 18 ประเทศ ทำให้มีความเสี่ยงด้านการดำเนินงานและดึงทรัพยากรผู้บริหาร ขณะที่ธุรกิจอเมริกาเหนือมีลักษณะเป็นตลาดเดียว กฎเกณฑ์ชัดเจน และมีโอกาสทำกำไรสูงกว่า
กองทุนเสนอแผนให้ LKQ หยุดดีล M&A ขนาดใหญ่ ขายธุรกิจยุโรปและสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก แล้วนำเงินที่ได้ไปทำ buyback และลงทุนขยายธุรกิจอเมริกาเหนือ โดยประเมินว่าธุรกิจยุโรปอาจขายได้ที่ระดับมูลค่า 8–9 เท่าของ EBITDA หรืออย่างน้อยใกล้เคียงค่าเฉลี่ยทั้งบริษัทในปัจจุบันที่ราว 7.3 เท่าของ forward EBITDA ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตของ LKQ ที่ราว 10 เท่า และต่ำกว่ากลุ่มอุตสาหกรรม distribution โดยรวม
Ananym มองว่าการขายธุรกิจยุโรป แม้ที่มูลค่าใกล้เคียงระดับปัจจุบัน ก็จะช่วยให้ธุรกิจอเมริกาเหนือสามารถ re-rate กลับไปที่ระดับ multiple ทางประวัติศาสตร์ และเงินสดจากดีลอาจรองรับการซื้อหุ้นคืนได้สูงสุดราว 40% ของหุ้นที่ออกจำหน่าย ซึ่งเมื่อรวมกับการ re-rate ของธุรกิจอเมริกาเหนือแล้ว อาจสร้าง upside ราคาหุ้นมากกว่า 60% จากระดับปัจจุบัน
LKQ เคยเผชิญแรงกดดันจาก activist มาแล้ว โดยปี 2019 ValueAct Capital เคยเข้าไปผลักดันให้ปรับวินัยด้านการดำเนินงานและชะลอการทำดีลในยุโรป ส่งผลให้ราคาหุ้นขึ้นไปเกิน 60 ดอลลาร์ ให้ผลตอบแทนกว่า 86% เทียบกับดัชนี Russell 2000 ที่บวกเพียง 16% แต่หลัง ValueAct ถอนตัว บริษัทกลับมาเน้น M&A อีกครั้ง และราคาหุ้นร่วงกว่า 25% จนทำให้มี activist รายใหม่สองรายเข้ามาในปี 2025 แม้จะได้ที่นั่งในบอร์ด 2 ที่ แต่ราคาหุ้นยังปรับตัวลดลงอีกราว 20% นับจากนั้น
ในขณะเดียวกัน ผู้บริหารชุดปัจจุบันนำโดย CEO Justin Jude ซึ่งเข้ารับตำแหน่งในปี 2024 ได้เริ่มปรับโครงสร้างพอร์ต ด้วยการขายธุรกิจ self-service salvage ให้กลุ่ม private equity และประกาศแผนขายธุรกิจ specialty รวมถึงแผนซื้อหุ้นคืนราว 14% ของหุ้นที่ออกจำหน่ายแล้ว อย่างไรก็ตาม ท่าทีของฝ่ายบริหารยังคงให้ความสำคัญกับธุรกิจยุโรป ทำให้การผลักดันให้ขายสินทรัพย์ส่วนนี้อาจต้องใช้เวลาและแรงกดดันจากผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น
Ananym ซึ่งเพิ่งก่อตั้งในปี 2024 โดย Charlie Penner และ Alex Silver ระบุว่าต้องการทำงานร่วมกับฝ่ายบริหารอย่างเป็นมิตร แต่ก็พร้อมใช้กลยุทธ์ด้านกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียน หากจำเป็น โดยมองว่าบอร์ด LKQ ควรมีตัวแทนผู้ถือหุ้นที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเงินและ private equity เพื่อช่วยประเมินและดำเนินกลยุทธ์เชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน เช่น การขายธุรกิจยุโรป และการจัดสรรเงินสดเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผู้ถือหุ้นในระยะยาว








