Apollo เตือนมูลค่าลงทุน software ในตลาด private equity ถูกประเมินสูงเกินจริง เสี่ยงกระทบผู้ปล่อยกู้และนักลงทุนใน private credit หลังหุ้นเทคโนโลยีจดทะเบียนร่วงแรงจากความกังวลเรื่องการแข่งขันของ AI รุ่นใหม่จาก Anthropic และ OpenAI
มูลค่า software ใน private equity สวนทางราคาหุ้นเทคโนโลยี
John Zito ผู้บริหารระดับสูงของ Apollo และหัวหน้าธุรกิจเครดิต ระบุในงานพบลูกค้า UBS ว่า “marks” หรือการประเมินมูลค่าที่ private equity ใช้กับกิจการ software ส่วนใหญ่ไม่สะท้อนความเป็นจริง ขณะที่ราคาหุ้นของบริษัทเทคโนโลยีในตลาดหลักทรัพย์ที่มีโมเดลธุรกิจใกล้เคียงกันปรับลงต่อเนื่อง
ความกังวลเรื่องมูลค่าที่ล้าหลังทำให้เกิดแรงไถ่ถอนกองทุน private credit อย่างหนัก โดยข้อมูลของ Financial Times ระบุว่า นักลงทุนรายย่อยถอนเงินออกจาก private credit funds ราว 10,000 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรก ขณะที่สถาบันการเงินรายใหญ่ เช่น JPMorgan Chase เริ่มจำกัดการปล่อยกู้ให้ผู้เล่นใน private credit และปรับลดราคาประเมินสินเชื่อที่อิงธุรกิจ software
ความเสี่ยงกระจุกในดีล take private ยุคดอกเบี้ยต่ำ
Zito ชี้ว่าความเสี่ยงรุนแรงอยู่ในกลุ่มบริษัท software ขนาดเล็กถึงกลางที่ถูกซื้อออกจากตลาด (take private) ในช่วงปี 2018–2022 ซึ่งเป็นช่วงดอกเบี้ยต่ำและมูลค่ากิจการสูง โดยมองว่าหลายบริษัทมีคุณภาพด้อยกว่าคู่แข่งรายใหญ่ในตลาด และหากธุรกิจไม่สามารถปรับตัวในยุค AI ผู้ปล่อยกู้อาจกู้คืนเงินต้นได้เพียง 20–40 เซนต์ต่อดอลลาร์ สะท้อนศักยภาพขาดทุนหนักทั้งฝั่งเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นในดีล private equity
ถึงแม้จะเตือนความเสี่ยงต่อทั้งระบบ private credit แต่ Apollo ย้ำกับนักวิเคราะห์ว่าบริษัทมีสัดส่วนลงทุนในธุรกิจ software ต่ำมาก โดยสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ software คิดเป็นไม่ถึง 2% ของสินทรัพย์ภายใต้การบริหารทั้งหมด และไม่มีการถือหุ้น private equity ในบริษัท software เลย โครงสร้างสินเชื่อของ Apollo ส่วนใหญ่เน้นปล่อยกู้แก่บริษัทขนาดใหญ่ที่มีอันดับเครดิตระดับ investment grade
คำเตือนของ Zito เกิดขึ้นในช่วงที่หุ้นของผู้จัดการกองทุนทางเลือก (alternative asset managers) ถูกกดดันจากความผันผวนของตลาดและการตั้งคำถามต่อความโปร่งใสของการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ในกองทุนปิดที่สภาพคล่องต่ำ โดยนักลงทุนเริ่มแยกแยะผู้เล่นที่กระจุกตัวใน sector software สูงและทำดีลเสี่ยงจากผู้เล่นรายใหญ่ที่กระจายความเสี่ยงกว้างกว่า
สำหรับไทย ประเด็นนี้มีนัยต่อสถาบันการเงิน กองทุนรวม และ family office ที่ลงทุนผ่านกองทุน private equity หรือ private credit ต่างประเทศ โดยเฉพาะกองที่มีสัดส่วนสินเชื่อหรือดีล buyout ในธุรกิจ software ช่วงปี 2018–2022 สูง ซึ่งอาจเผชิญแรงกดดันด้านมูลค่าที่ยังสะท้อนไม่เต็มในพอร์ตลงทุนของนักลงทุนไทยและอาจกระทบผลตอบแทนในระยะถัดไป รวมถึงแนวโน้มเข้มงวดขึ้นของสถาบันปล่อยกู้ต่างประเทศต่อดีลที่มีฐานรายได้จาก software ซึ่งอาจส่งผลต่อบริษัทเทคโนโลยีไทยที่ต้องการระดมทุนโครงสร้างหนี้จาก offshore lenders ในอนาคตด้วย
ที่มา: https://www.cnbc.com/2026/03/16/apollo-john-zito-private-equity-software-valuations.html








