Boeing ปิดดีลซื้อ Spirit AeroSystems มูลค่า 8.3 พันล้านดอลลาร์แบบ all-stock เสร็จสมบูรณ์เมื่อวันจันทร์ ตั้งเป้าดึงการควบคุมห่วงโซ่อุปทานกลับมาและยกระดับคุณภาพการผลิตเครื่องบิน หลังดีล หุ้น Boeing ปรับตัวเพิ่มขึ้น สวนทางกับทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐที่อ่อนตัวโดยรวม
ข้อตกลงซื้อกิจการดังกล่าวประกาศครั้งแรกในเดือนก.ค. 2024 และเป็นการแลกหุ้นทั้งหมด ทำให้ไม่มีเงินสดหมุนเวียนระหว่างสองบริษัท ขณะเดียวกัน Airbus ในยุโรปเข้าซื้อสินทรัพย์บางส่วนของ Spirit เพื่อคลายความกังวลด้านการแข่งขันจากหน่วยงานกำกับดูแล
ภายหลังปิดดีล Boeing จะรับภาระหนี้ของ Spirit ราว 4 พันล้านดอลลาร์ แต่คาดว่าจะชำระคืนได้ประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์ในระยะสั้น แบ่งเป็นหนี้ high-yield 2 พันล้านดอลลาร์ และ bank notes อีก 1 พันล้านดอลลาร์ โดยบริษัทประเมินว่าจะปิดสิ้นปีด้วยเงินสดราว 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์
เดินหน้าขยายกำลังผลิต-จับตา free cash flow และบรรยากาศตลาด
การผนวก Spirit เข้ากลุ่มถือเป็นฐานสำคัญให้ Boeing เดินหน้าเพิ่มกำลังการผลิตเครื่องบินรุ่น 737 และ 787 รายเดือน รวมถึงเร่งส่งมอบเครื่องบินให้ลูกค้า ซึ่งเป็นเงื่อนไขหลักต่อการบรรลุเป้าหมาย free cash flow ในระยะกลาง บริษัทเคยประเมินว่า free cash flow ปี 2026 จะอยู่ในระดับ “หลักพันล้านดอลลาร์ตอนต้น” แม้ต้องแบกรับภาระจ่ายต่อกระทรวงยุติธรรมสหรัฐราว 700 ล้านดอลลาร์ และมองศักยภาพระยะยาวว่าจะสามารถสร้าง free cash flow ได้ถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์
ในตลาดเทคโนโลยี หุ้น Nvidia ปรับขึ้นหลังมีรายงานจาก Semafor ว่ากระทรวงพาณิชย์สหรัฐอนุญาตให้บริษัทส่งออกชิป H200 ไปยังจีนได้ โดย CNBC ยืนยันข้อมูลดังกล่าว ชิป H200 อยู่ในตระกูล Hopper สำหรับงาน AI และมีประสิทธิภาพสูงกว่า H20 ซึ่งถูกจำกัดการส่งออกไปจีนก่อนหน้านี้ ขณะที่แพลตฟอร์ม Blackwell รุ่นใหม่และชิป Vera Rubin ของ Nvidia คาดว่าจะเริ่มส่งมอบได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026
ภาพรวมตลาดหุ้นสหรัฐในวันเดียวกันอยู่ในทิศทางลบเกือบทุกกลุ่ม ยกเว้นหุ้นเทคโนโลยีที่ยังยืนในแดนบวก ท่ามกลางภาวะตลาดที่อยู่ในโซน overbought ตามตัวชี้วัด S & P Short Range Oscillator และการจับตาการประชุมกำหนดนโยบายการเงินครั้งสุดท้ายของปีของ Federal Reserve ซึ่งตลาดคาดว่า Fed จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25 จุดพื้นฐานในวันพุธนี้ โดยนักลงทุนยังไม่ชัดเจนทิศทางหลังจากนั้นของวงจรการลดดอกเบี้ยสหรัฐ








