จีนเร่งนำเข้าเครื่องมือผลิตชิปจากมาเลเซียและสิงคโปร์ในปี 2025 จนมีมูลค่าสูงกว่าการนำเข้าจากสหรัฐ ซึ่งลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบแปดปี ตามการวิเคราะห์ข้อมูลล่าสุดของ Nikkei Asia สะท้อนการปรับโครงสร้างซัพพลายเชนเซมิคอนดักเตอร์ท่ามกลางข้อจำกัดด้านการส่งออกเทคโนโลยีของสหรัฐต่อจีน ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตเครื่องมือชิปสัญชาติอเมริกันยังคงเป็นแหล่งเทคโนโลยีขั้นสูงที่จีนไม่อาจตัดขาดได้
มาเลเซีย-สิงคโปร์ผงาดฐานกระจายเครื่องมือชิป
ข้อมูลศุลกากรชี้ว่ามูลค่าการนำเข้าอุปกรณ์ผลิตชิปของจีนจากมาเลเซียและสิงคโปร์ในปี 2025 เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยทั้งสองประเทศกลายเป็นศูนย์กลางสำคัญในการส่งต่อเครื่องมือที่มีต้นทางจากผู้ผลิตในสหรัฐและชาติอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์หลักรายอื่น สวนทางกับการนำเข้าจากสหรัฐโดยตรงที่หดตัวลงอย่างต่อเนื่องหลังมาตรการควบคุมการส่งออกเข้มงวดขึ้น
มาเลเซียและสิงคโปร์มีฐานปฏิบัติการของผู้ผลิตอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ระดับโลกจำนวนมาก ทำให้สามารถเป็นจุดกระจายสินค้าและให้บริการติดตั้ง ซ่อมบำรุง และอัปเกรดเครื่องมือให้กับลูกค้าในจีนได้ แม้มีข้อจำกัดด้านการส่งออกเทคโนโลยีไปยังจีนโดยตรงจากสหรัฐและพันธมิตร ตำแหน่งนี้ช่วยผลักดันมูลค่าการค้าด้านเครื่องมือชิปของทั้งสองประเทศขึ้นทำสถิติใหม่ในปีที่ผ่านมา
ซัพพลายเชนเปลี่ยนทิศ หนุนผู้เล่นที่เชื่อมโยงตลาดจีน
การปรับทิศทางการนำเข้าเครื่องมือผลิตชิปมาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกิดขึ้นควบคู่กับการขยายกำลังการผลิตของบริษัทเซมิคอนดักเตอร์จีน ซึ่งมีคำสั่งซื้อเครื่องมือรุ่นใหม่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้รายได้ของผู้เล่นในห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับตลาดจีนเติบโตอย่างโดดเด่น ทั้งในส่วนผู้ผลิตอุปกรณ์เองและผู้ให้บริการด้านวิศวกรรมและระบบอัตโนมัติที่เกี่ยวข้องกับโรงงานผลิตชิป
แม้จีนเร่งลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศเพื่อยกระดับความพึ่งพาตนเองในเซมิคอนดักเตอร์ แต่หลายขั้นตอนการผลิต โดยเฉพาะชิประดับก้าวหน้าที่ใช้ในปัญญาประดิษฐ์และศูนย์ข้อมูล ยังจำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องมือจากผู้ผลิตในสหรัฐและชาติพันธมิตร จึงทำให้ซัพพลายเชนผ่านประเทศที่สามอย่างมาเลเซียและสิงคโปร์มีบทบาทมากขึ้นในการเชื่อมต่อระหว่างจีนกับเทคโนโลยีจากตะวันตก
นักวิเคราะห์มองว่าทิศทางดังกล่าวสะท้อนการแตกตัวของโครงสร้างการค้าเทคโนโลยีขั้นสูงเป็นเครือข่ายย่อยหลายชั้น แทนที่จะเป็นการส่งออกโดยตรงระหว่างมหาอำนาจเพียงสองขั้ว และทำให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ในสงครามเทคโนโลยีที่ยืดเยื้อระหว่างจีนกับสหรัฐ โดยมีการใช้ประโยชน์จากช่องทางทางกฎหมายและพื้นที่สีเทาในกรอบควบคุมการส่งออกที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ








