คณะกรรมการ Politburo ของจีนประชุมสรุปทิศทางเศรษฐกิจปลายปีในกรุงปักกิ่ง โดยส่งสัญญาณเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการใช้นโยบายกระตุ้นฉุกเฉินแบบเข้มข้น มาสู่การบริหารเศรษฐกิจเชิงป้องกัน เน้นคุณภาพและประสิทธิภาพของการเติบโต ควบคู่กับการปรับสมดุลระหว่างเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาวในปี 2026
การปรับกรอบคิดครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเตรียมเข้าสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 สะท้อนว่าปักกิ่งต้องการลดการพึ่งพามาตรการกระตุ้นขนาดใหญ่แบบเดิม และหันมาให้ความสำคัญกับ “governance” ที่ออกแบบอย่างเป็นระบบและแม่นยำมากขึ้น แทนการใช้อำนาจสั่งการเชิงบริหารแบบรวดเร็วเฉพาะหน้า
ดันกฎหมายขึ้นเป็นแกนกลางการบริหารเศรษฐกิจ
จุดเปลี่ยนสำคัญจากการประชุมปลายปี 2024 คือ การนำประเด็น “legal governance” เข้ามาผูกกับกรอบวางแผนเศรษฐกิจโดยตรง ปีที่แล้ว การหารือยังเน้นเรื่องเศรษฐกิจควบคู่กับวินัยภายในพรรค เพื่อให้การดำเนินนโยบายเป็นไปอย่างเข้มงวด แต่ปีนี้ได้ขยายไปสู่การวางระเบียบและกติกา เพื่อรองรับการปกครองโดยใช้กฎหมายเป็นฐาน
แนวทางดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ มากกว่าการจัดระเบียบราชการทั่วไป โดยการฝัง “rule of law” ไว้ในแกนกลางของกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผู้นำจีนมุ่งสร้างความแน่นอนด้านกฎเกณฑ์ท่ามกลางสภาพแวดล้อมโลกที่ผันผวน โดยยกให้ความสามารถในการคาดการณ์ได้ของกฎหมายเป็นทรัพยากรสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจและการลงทุน
ในบริบทที่แรงเสียดทานทางภูมิรัฐศาสตร์รุนแรงขึ้น และกติกาการค้าโลกมีแนวโน้มแตกกระจาย จีนกำลังใช้เสถียรภาพภายในประเทศมาชดเชยความไม่แน่นอนจากภายนอก ผ่านการกำหนดกติกาตลาดให้ชัดเจน และตรึงความคาดหวังของผู้เล่นทางเศรษฐกิจผ่านกรอบกฎหมาย
เป้าหมายคือการสร้าง “ท่าเรือปลอดภัย” ด้านสถาบันสำหรับผู้ประกอบการจีนและนักลงทุนต่างชาติ ด้วยการปรับจากรูปแบบการบริหารเศรษฐกิจที่อาศัยคำสั่งฝ่ายบริหารเป็นหลัก ไปสู่ระบบที่ยึดโยงกับความแน่นอนของสถาบันและกติกาที่ชัดเจนมากขึ้น สอดรับกับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคที่จีนต้องการการเติบโตอย่างยั่งยืน มากกว่าการเร่งขยายตัวระยะสั้นผ่านมาตรการกระตุ้นรอบใหม่อย่างต่อเนื่อง








