จีนเดินหน้านโยบายความมั่นคงด้านอาหาร เพื่อลดการพึ่งพา ถั่วเหลือง นำเข้าอย่างมีนัยสำคัญ โดย Goldman Sachs คาดว่าภายใน 10 ปีข้างหน้า สัดส่วนการนำเข้า ถั่วเหลือง ของจีนอาจลดลงเหลือไม่ถึง 30% จากระดับราว 90% ในปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นแรงสั่นสะเทือนต่อโครงสร้างการค้า ถั่วเหลือง โลกที่ผูกกับความต้องการจากตลาดจีนมายาวนาน
กลยุทธ์ลดอุปสงค์จีนเขย่าตลาด ถั่วเหลือง โลก
รายงานวิจัยของ Goldman Sachs ระบุว่า จีนใช้กลยุทธ์บริหารจัดการอุปสงค์ ถั่วเหลือง อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนรอบแรก ผ่านการลดสัดส่วน ถั่วเหลือง ในอาหารสัตว์ ปรับปรุงประสิทธิภาพการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ และปรับสูตรโปรตีนในระบบปศุสัตว์ ส่งผลให้การบริโภค ถั่วเหลือง รายปีของจีนลดลงไปแล้วราว 15 ล้านตันในช่วงปี 2021-2024
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเพิ่มความพึ่งพาตนเองด้านอาหาร และลดความเสี่ยงจากช็อกด้านการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับสหรัฐและประเทศในอเมริกาใต้ซึ่งเป็นผู้ส่งออก ถั่วเหลือง รายใหญ่ การลดนำเข้าของจีนจึงมีแนวโน้มเปลี่ยนสมดุลอุปสงค์-อุปทาน และราคา ถั่วเหลือง ในตลาดโลกในระยะกลางถึงยาว
แม้จีนเพิ่งให้คำมั่นต่อสหรัฐว่าจะซื้อ ถั่วเหลือง ปริมาณ “มากและคงที่” ในช่วงสามปีข้างหน้า ภายหลังการพบหารือระดับผู้นำเมื่อปลายเดือนตุลาคม แต่นักวิเคราะห์ของ Goldman Sachs มองว่าจีนยังมีศักยภาพจะลดการนำเข้าเพิ่มเติมได้ หากมาตรการด้านการลดอุปสงค์และการเพิ่มผลผลิตภายในประเทศเดินหน้าได้ตามแผน
การที่จีนมุ่งลดการนำเข้า ถั่วเหลือง มีนัยสำคัญต่อผู้ส่งออกทั่วโลก รวมถึงผู้เล่นรายใหญ่ในอเมริกาใต้และสหรัฐ ซึ่งอาจต้องเร่งหาตลาดใหม่หรือปรับโครงสร้างการผลิต หากการพึ่งพาตลาดจีนลดลงอย่างมีนัยสำคัญในทศวรรษหน้า
สำหรับไทย ผลกระทบจะส่งผ่านทั้งด้านราคานำเข้าและโอกาสทางการส่งออก โดยโรงงานอาหารสัตว์และผู้เลี้ยงปศุสัตว์ไทยอาจได้รับประโยชน์จากราคา ถั่วเหลือง และกากถั่วเหลืองที่มีแนวโน้มผันผวนหรือลดลง หากมีอุปทานส่วนเกินในตลาดโลก ขณะเดียวกันผู้ส่งออกสินค้าเกษตรของไทยอาจต้องติดตามโอกาสในตลาดใหม่ที่เปิดขึ้น หากประเทศผู้ส่งออก ถั่วเหลือง รายใหญ่หันมาผลักดันการค้ากับตลาดเกิดใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น








