China Vanke ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่มีรัฐหนุนหลังของจีนกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านสภาพคล่องรุนแรง หลังเสนอเลื่อนชำระหนี้พันธบัตรสกุลหยวนเป็นครั้งแรก ส่งผลให้พันธบัตรสกุลดอลลาร์ของบริษัทซื้อขายในระดับใกล้ตราสารผิดนัด แต่แรงสั่นสะเทือนต่อดัชนี MSCI China และบรรยากาศการลงทุนโดยรวมยังจำกัดอย่างมาก สะท้อนมุมมองว่านักลงทุนเชื่อว่ารัฐบาลปักกิ่งยังสามารถควบคุมความเสี่ยงในระบบได้
Vanke ยื่นข้อเสนอเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายนให้เลื่อนกำหนดชำระพันธบัตรสกุลหยวน ท่ามกลางภาระหนี้ที่มี “maturity wall” ราว 11.4 พันล้านหยวน (1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ที่จะครบกำหนดระหว่างธันวาคมถึงพฤษภาคม 2026 ทำให้ S&P Global Ratings ประเมินว่าความเสี่ยงที่จะต้องปรับโครงสร้างหนี้ในลักษณะฝืดเคืองภายใน 6 เดือนข้างหน้าเพิ่มขึ้น และมองว่าระดับหนี้ของบริษัทไม่ยั่งยืนเมื่อเทียบกับสภาพคล่องในปัจจุบัน
ด้วยสถานะของ Vanke ในฐานะหนึ่งในผู้พัฒนารายใหญ่รายสุดท้ายที่ยังหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ได้จนถึงไม่นานมานี้ สถานการณ์ลักษณะนี้ในอดีตน่าจะสร้างแรงกระแทกหนักต่อตลาดการเงินจีนเช่นเดียวกับช่วงวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ปี 2021 อย่างไรก็ตาม รอบนี้ดัชนี MSCI China ซึ่งสะท้อนหุ้นจีนที่จดทะเบียนทั้งในและนอกประเทศ กลับปรับตัวขึ้น 2.8% ในสัปดาห์หลังข่าวออก แสดงให้เห็นว่าผลกระทบต่อภาพรวมตลาดยังจำกัด
นโยบายรัฐหนุนความเชื่อมั่น ขณะตลาดที่อยู่อาศัยจริงยังเปราะบาง
นักวิเคราะห์ชี้ว่าปฏิกิริยาตลาดที่แตกต่างจากในอดีตมาจากการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านนโยบายและความคาดหวังของนักลงทุน นับจากปี 2023 เป็นต้นมา ทางการจีนได้ผ่อนคลายมาตรการต่อภาคอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง ผ่านชุดนโยบายกระตุ้นดีมานด์หลายรอบ และมีแนวโน้มจะออกมาตรการเพิ่มเติม เช่น เงินอุดหนุนดอกเบี้ย และลดภาษีเงินได้ให้ผู้กู้สินเชื่อที่อยู่อาศัย
อย่างไรก็ดี พื้นฐานตลาดที่อยู่อาศัยจีนยังอ่อนแอ แม้ HSBC เคยประเมินตั้งแต่ต้นปีว่าปี 2025 จะเป็นจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรม โดยอาศัยแรงหนุนจากการอัดฉีดนโยบาย อุปสงค์ที่ถูกกดดันไว้ และการปรับฐานราคาที่จำเป็น แต่สัญญาณฟื้นตัวที่เห็นชัดเจนกลับจำกัดอยู่ในเมืองระดับหนึ่ง และส่วนใหญ่เป็นเพียงการชะลอลงของอัตราการลดลงของราคา ไม่ใช่การกลับมาเพิ่มขึ้นจริง
รายงานล่าสุดของ HSBC เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนระบุว่า หลังจากภาพเหมือนเริ่มฟื้น ความเปราะบางกลับชัดขึ้น โดยความเร็วในการระบายสต็อกที่อยู่อาศัยต่ำกว่าที่คาดเพราะแรงซื้ออ่อนตัวลง ทำให้ข้อเท็จจริงที่สะท้อนออกมาคือ ตลาดบ้านในจีนยังไม่สามารถเข้าสู่ภาวะฟื้นตัว หรือแม้แต่ทรงตัวอย่างมั่นคงได้
ในบริบทนี้ วิกฤตหนี้ของ Vanke จึงถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปรับโครงสร้างเชิงระบบมากกว่าจุดเริ่มต้นของความตื่นตระหนกครั้งใหม่ นักลงทุนจำนวนมากหันไปให้ความสำคัญกับปัจจัยบวกด้านอื่น เช่น การส่งออกที่ยังแข็งแรง และการปรับขึ้นของตลาดหุ้นบางส่วน ทำให้แรงกดดันให้รัฐบาลต้องเร่งออกมาตรการอัดฉีดเชิงรุกมากกว่าที่ประกาศไปแล้วลดลง แม้ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของภาคอสังหาริมทรัพย์จะยังไม่คลี่คลายก็ตาม








