Citi เผยผลการศึกษาว่า การกระจายเงินลงทุนบางส่วนไปยังทั้งทองคำและ Bitcoin ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของพอร์ตการลงทุนที่ประกอบด้วยตราสารหนี้และหุ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยให้ผลตอบแทนสูงขึ้นโดยไม่ทำให้ความเสี่ยงโดยรวมเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับพอร์ตมาตรฐานแบบ 60/40 ที่ถือหุ้นและพันธบัตรเป็นหลัก
ผลการศึกษา: ทองคำ 5% และการเสริมด้วย Bitcoin
รายงานระบุว่า การจัดสรรทองคำในสัดส่วน 5% ช่วยยกระดับประสิทธิภาพพอร์ตอย่างมีนัยสำคัญ และหากแบ่งสัดส่วนดังกล่าวออกเป็นทองคำและ Bitcoin ในปริมาณเล็กน้อยร่วมกัน ผลตอบแทนที่ได้จะยิ่งดีขึ้น ทั้งในภาวะตลาดพันธบัตรเป็นขาขึ้น และในช่วงที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับขึ้นในภาวะตลาดหมี ซึ่งหลังปี 2020 มักเชื่อมโยงกับความกังวลด้านการคลังและความเสี่ยงเงินเฟ้อที่สูงขึ้น
แม้ Bitcoin มักถูกเปรียบเป็น “digital gold” แต่ในระยะหลังราคาของสกุลเงินดิจิทัลหลักนี้เคลื่อนไหวสอดคล้องกับสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะหลัง spot bitcoin ETF ได้รับความนิยม ทำให้นักลงทุนต้องทบทวนบทบาทของทองคำและ Bitcoin ในพอร์ต ว่าควรถือเพียงหนึ่งสินทรัพย์หรือผสมทั้งสองแบบใดจึงเหมาะสม
บทบาททองคำ-Bitcoin ในช่วงตลาดพันธบัตรอ่อนแรง
Citi ชี้ว่า ในภาวะที่ตลาดพันธบัตรอ่อนแอหรือผันผวน Bitcoin มีแนวโน้มให้ผลตอบแทนดีกว่าทองคำ โดยยกตัวอย่างช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งความกังวลด้านการคลังและความอ่อนแอของตลาดหุ้นที่เกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หนุนให้ราคา Bitcoin ปรับขึ้นราว 9% ขณะที่ราคาทองคำปรับตัวลดลงประมาณ 4%
สถาบันการเงินยังมองว่า เมื่อเทียบกับ Bitcoin การลงทุนในทองคำยังได้รับความนิยมมากกว่า ทำให้การผสมสินทรัพย์ทั้งสองในสัดส่วนเล็ก ๆ มีความน่าสนใจเชิงกลยุทธ์ในช่วงนี้ เนื่องจากช่วยกระจายความเสี่ยงข้ามสินทรัพย์ที่ตอบสนองต่อภาวะตลาดและความเสี่ยงมหภาคต่างกัน
นัยต่อผู้ลงทุนไทย
สำหรับนักลงทุนไทย ผลการศึกษานี้สะท้อนว่าการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนทางเลือก เช่น กองทุนทองคำและกองทุนหรือ ETF ที่อ้างอิง Bitcoin ในสัดส่วนจำกัด อาจช่วยปรับปรุงความคุ้มค่าความเสี่ยงต่อผลตอบแทนของพอร์ตที่เน้นหุ้นและตราสารหนี้ไทยและต่างประเทศ ทั้งนี้ยังต้องคำนึงถึงกฎเกณฑ์การลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลของ ก.ล.ต. ไทย ตลอดจนความผันผวนสูงและความเสี่ยงเฉพาะตัวของ Bitcoin ก่อนตัดสินใจลงทุนจริง








