Citigroup คงมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มอาวุธหลัก 3 แห่ง ได้แก่ Karman Holdings, L3Harris Technologies และ RTX โดยมองว่ากระแสลงทุนในระบบป้องกันภัยทางอากาศและอาวุธทันสมัยยังมีปัจจัยหนุนระยะยาว ท่ามกลางสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่านที่ยังยืดเยื้อ แม้ความถี่ของการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านจะเริ่มชะลอลงก็ตาม
นักวิเคราะห์ของ Citigroup ระบุว่าข้อมูลล่าสุดชี้ว่าการโจมตีด้วยโดรนยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าการยิงขีปนาวุธ แต่มีแนวโน้มชะลอตัวลงแล้ว อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งรอบใหม่นี้ได้ดึงความสนใจของนักลงทุนกลับมาที่ระบบป้องกันขีปนาวุธ การเติมสต็อกกระสุนและยุทโธปกรณ์ รวมถึงเทคโนโลยีต่อต้านโดรน ซึ่งถูกมองว่าเป็นเมกะเทรนด์ที่หนุนราคาหุ้นกลุ่มป้องกันประเทศหลายตัวที่สถาบันยังคงแนะนำ “ซื้อ”
มุมมองต่อ Karman: เติบโตเด่นแม้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง
Citigroup มองว่า Karman Holdings ซึ่งเพิ่งเข้าตลาดหุ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 เป็นผู้รับเหมาด้านกลาโหมที่มีแรงส่งการเติบโตชัดเจน โดยบริษัทผลิตและให้บริการระบบโครงสร้างอากาศพลศาสตร์ระหว่างจรวด ระบบขับดัน และระบบปล่อยจรวดหลายประเภท ธนาคารตั้งราคาเป้าหมาย Karman ไว้ที่ 125 ดอลลาร์ต่อหุ้น คิดเป็นอัพไซด์ราว 28% สูงกว่าค่าเฉลี่ยราคาเป้าหมายของนักวิเคราะห์ตามข้อมูล LSEG ที่ 114 ดอลลาร์
แม้โมเดลเชิงปริมาณของ Citigroup จะจัดให้หุ้น Karman อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูง แต่นักวิเคราะห์ให้เหตุผลว่าบริษัทมีอัตรากำไร EBITDA แข็งแรงและมีภาพการเติบโตที่ชัดเจน จึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น Karman ปรับขึ้นแล้วราว 33% นับตั้งแต่ต้นปี รับอานิสงส์จากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นและสัญญาจากรัฐบาลสหรัฐ ล่าสุดบริษัทประกาศแผนเปิดโรงงานใหม่ในรัฐ Utah สำหรับผลิตระบบปล่อยอาวุธโจมตีเป้าหมายแบบป้วนเปี้ยน ระบบยิงต่อต้านโดรนในปริมาณมาก รวมถึงชิ้นส่วนหัวฉีดสำคัญสำหรับจรวดเชื้อเพลิงแข็ง
L3Harris ได้แรงหนุนเงินลงทุนเพนตากอน – หนุนแผน IPO ธุรกิจจรวด
ด้าน L3Harris Technologies ในฐานะผู้รับเหมาหลักด้านกลาโหม เป็นอีกหนึ่งหุ้นที่ Citigroup แนะนำ “ซื้อ” โดยตั้งราคาเป้าหมายเชิงฐานที่ 418 ดอลลาร์ต่อหุ้น คิดเป็นอัพไซด์ราว 17% หุ้นปรับขึ้นราว 22% ตั้งแต่ต้นปี ได้แรงหนุนจากการลงทุนของรัฐบาลสหรัฐในช่วงต้นปี
ในเดือนมกราคม เพนตากอนได้อัดฉีดเงินลงทุนในรูปแบบหุ้นบุริมสิทธิแปลงสภาพมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์เข้าสู่ธุรกิจ Missile Solutions ของ L3Harris เพื่อขยายกำลังการผลิตจรวดเชื้อเพลิงแข็งของสหรัฐ ซึ่งถูกนำไปใช้ในขีปนาวุธหลายรุ่น รวมถึง Tomahawk และ Patriot interceptor ที่ถูกใช้สกัดกั้นขีปนาวุธและโดรนของอิหร่าน L3Harris มีแผน IPO ธุรกิจผลิตจรวดเชื้อเพลิงแข็งดังกล่าวในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 โดยมีเงินลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์เป็นฐานสนับสนุนสำคัญ
การประเมินของ Citigroup สะท้อนมุมมองว่าความต้องการระบบป้องกันภัยทางอากาศและยุทโธปกรณ์ขั้นสูงจะยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ท่ามกลางบริบทความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้หุ้นกลุ่มป้องกันประเทศอย่าง Karman, L3Harris และ RTX ยังคงเป็นเป้าหมายลงทุนเชิงโครงสร้างของนักลงทุนสถาบันรายใหญ่ในปัจจุบัน








