ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่กดดันตลาดการเงินโลก ทำให้นักลงทุนหันมาจับตาหุ้นกลุ่มเคมีมากขึ้น หลังรายการ “The Best Stocks in the Market” ของ Josh Brown จาก Ritholtz Wealth Management ระบุว่า Ecolab, Linde และ Sherwin-Williams ยังคงเป็นหุ้นเด่นท่ามกลางภาวะผันผวน โดยพิจารณาจากทั้งปัจจัยพื้นฐานและโมเมนตัมด้านราคา
พื้นฐานแข็งแกร่ง–โมเมนตัมราคาหนุน
Ecolab บริษัทเคมีภัณฑ์เฉพาะทางด้านการบำบัดน้ำ สุขอนามัย และการป้องกันการติดเชื้อ รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ปีงบประมาณ 2025 ด้วยยอดขาย 4.2 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อน ขณะที่กำไรต่อหุ้นปรับปรุงอยู่ที่ 2.08 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 15% อัตรากำไรจากการดำเนินงานทั้งปีขยับขึ้นมาอยู่ที่ 18% เพิ่มขึ้น 1.5 จุดเปอร์เซ็นต์ และกระแสเงินสดอิสระแตะระดับสูงสุดใหม่
สำหรับปี 2026 Ecolab คาดการณ์กำไรต่อหุ้นปรับปรุงไว้ที่ 8.43–8.63 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 12–15% พร้อมเป้าอัตราการเติบโตของยอดขายจากการดำเนินงานปกติที่ 3–4% และแผนผลักดันอัตรากำไรจากการดำเนินงานขึ้นเกิน 19% ราคาหุ้นล่าสุดเคลื่อนไหวบริเวณ 304 ดอลลาร์ ใกล้ระดับสูงสุดล่าสุดที่ 308 ดอลลาร์ โดยโครงสร้างแนวโน้มราคายังถูกมองว่าเป็นขาขึ้นต่อเนื่อง
Linde–Sherwin-Williams โดดเด่นด้านการจ่ายคืนผู้ถือหุ้นและการเติบโต
Linde ผู้ผลิตก๊าซอุตสาหกรรมรายใหญ่อันดับหนึ่งของโลก ซึ่งจัดหาออกซิเจน ไนโตรเจน อาร์กอน และไฮโดรเจน รวมถึงงานวิศวกรรมให้กลุ่มอุตสาหกรรมหลักหลายประเภท รายงานว่าปี 2025 บริษัทคืนเงินให้ผู้ถือหุ้นผ่านเงินปันผลและการซื้อหุ้นคืนรวม 7.4 พันล้านดอลลาร์ และมีโครงการในมือมูลค่ารวม 1 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยราว 65% เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด สำหรับปี 2026 บริษัทประเมินกำไรต่อหุ้นปรับปรุงที่ 17.40–17.90 ดอลลาร์ เติบโต 6–9% เมื่อเทียบรายปี
ราคาหุ้น Linde ล่าสุดอยู่ที่ราว 506 ดอลลาร์ หลังผ่านระดับ “breakout” บริเวณ 475 ดอลลาร์ ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว โดยราคายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 50 วันและ 200 วันซึ่งเริ่มหันขึ้นพร้อมกัน สะท้อนการขยายตัวออกจากช่วงสะสมราคาเดิม ขณะที่ตัวชี้วัดโมเมนตัมอย่าง RSI อยู่ในระดับสูง บ่งชี้ความร้อนแรงในระยะสั้น ทว่าบริเวณ 470–475 ดอลลาร์ยังถูกมองเป็นแนวรับเชิงโครงสร้างหลัก
ด้าน Sherwin-Williams ผู้ผลิตสีและสารเคลือบผิวรายใหญ่ที่สุดของโลก รายงานยอดขายรวมไตรมาส 4 ปีงบประมาณ 2025 ที่ 5.60 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 5.6% จากปีก่อน ส่งผลให้ยอดขายทั้งปีแตะระดับสูงสุดใหม่ที่ 23.57 พันล้านดอลลาร์ กำไรต่อหุ้นปรับปรุงไตรมาส 4 เพิ่มขึ้น 6.7% เป็น 2.23 ดอลลาร์ ขณะที่ทั้งปีเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.9% เป็น 11.43 ดอลลาร์
Sherwin-Williams ยังเพิ่มเงินปันผลต่อเนื่องเป็นปีที่ 47 ติดต่อกัน ให้ผลตอบแทนเงินปันผลราว 1% และตั้งเป้าปี 2026 ให้ยอดขายเติบโตในระดับตัวเลขหลักเดียวช่วงต่ำถึงกลาง พร้อมคาดการณ์กำไรต่อหุ้นปรับปรุง 11.50–11.90 ดอลลาร์ และแผนเปิดสาขาใหม่สุทธิ 80–100 แห่ง ท่ามกลางภาพรวมอุตสาหกรรมเคมีและวัสดุก่อสร้างที่จับตาความเสี่ยงจากเศรษฐกิจชะลอและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ต่อการใช้จ่ายลงทุนและก่อสร้างทั่วโลก








