ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เตรียมมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันพุธนี้ ท่ามกลางเงินเฟ้อที่ยังยืนเหนือเป้าหมายและตลาดแรงงานที่ยังแข็งแรงพอสมควร ขณะเดียวกัน การประชุมครั้งนี้ถูกจับตาเป็นพิเศษในฐานะที่อาจเป็นครั้งสุดท้ายของ Jerome Powell ในตำแหน่งประธาน Fed ก่อนส่งไม้ต่อให้ Kevin Warsh ตามที่ทำเนียบขาวเสนอชื่อไว้
ตลาดการเงินสหรัฐให้น้ำหนักเกือบเต็ม 100% ว่า Federal Open Market Committee (FOMC) จะคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ในระดับเดิม สะท้อนมุมมองว่าชุดข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดยังไม่เอื้อให้ Fed เริ่มวงจรลดดอกเบี้ย หลังเงินเฟ้อพื้นฐานตามดัชนีวัดผลที่ Fed โปรดปรานยังอยู่ราว 3% เหนือกรอบเป้าหมาย 2% ต่อเนื่องเป็นปีที่ห้า
เงินเฟ้อ-ราคาพลังงานกดดันแนวนโยบาย Fed
ทิศทางนโยบายการเงินของ Fed ยังถูกกดดันจากราคาพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูง โดยราคาน้ำมันดิบใกล้ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยในสหรัฐปรับขึ้นมาแถว 4.18 ดอลลาร์ต่อแกลลอน แม้ Fed มักมองความผันผวนของราคาพลังงานเป็นปัจจัยชั่วคราว แต่ความเสี่ยงหากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางลุกลามยังเป็นปัจจัยที่ทำให้คณะกรรมการต้องระมัดระวัง
แรงกดดันด้านเงินเฟ้อดังกล่าวทำให้ Fed ถูกมองว่ายังห่างไกลจากเงื่อนไขที่จะผ่อนคลายนโยบายการเงิน แม้ตลาดแรงงานจะเริ่มชะลอลงบ้างแต่ยังไม่อยู่ในภาวะถดถอย การส่งสัญญาณผ่านแถลงข่าวหลังการประชุมของ Powell รอบนี้จึงถูกคาดว่าจะเน้นย้ำภารกิจควบคุมเงินเฟ้อ มากกว่าการปูทางสู่การลดดอกเบี้ยในระยะสั้น
อย่างไรก็ดี ความสำคัญของแถลงข่าว Powell ในมุมการชี้นำอนาคตนโยบายอาจลดลง เนื่องจากตลาดมองว่าตั้งแต่การประชุมเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป Fed จะอยู่ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ Kevin Warsh ทำให้ถ้อยแถลงของ Powell รอบนี้มีนัยเชิงพิธีการส่งท้ายมากกว่าการวางกรอบแนวนโยบายระยะยาว
อนาคต Powell หลังเก้าอี้ประธาน และนัยต่อไทย
ประเด็นตำแหน่งของ Powell หลังพ้นเก้าอี้ประธานยังไม่ชัดเจน เนื่องจากตามกติกาเขายังสามารถดำรงตำแหน่งกรรมการ Fed ต่ออีกสองปี ขณะเดียวกัน การตัดสินใจลงจากตำแหน่งของเขายังโยงกับการสอบสวนด้านการปรับปรุงอาคารสำนักงานใหญ่ Fed ซึ่งแม้คดีถูกโอนจากกระทรวงยุติธรรมไปยังสำนักงานผู้ตรวจการภายในของ Fed แล้ว แต่ยังไม่แน่ชัดว่าจะเพียงพอต่อเงื่อนไข “ยุติอย่างสมบูรณ์” ตามที่ Powell เคยระบุไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่
สำหรับไทย การคงดอกเบี้ยของ Fed และความเป็นไปได้ที่ดอกเบี้ยสหรัฐจะทรงตัวในระดับสูงต่อไปจะเพิ่มแรงกดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการประคองค่าเงินบาทกับการดูแลการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ พร้อมทั้งอาจทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสกุลดอลลาร์ของบริษัทไทยและภาระดอกเบี้ยในตลาดการเงินโลกอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ส่งผลต่อการลงทุนและต้นทุนทางการเงินของภาคเอกชนไทยในช่วงถัดไป
ที่มา: https://www.cnbc.com/2026/04/28/fed-meeting-preview-april-2026.html








