Ford Motor เตรียมบันทึกค่าใช้จ่ายพิเศษรวมราว 19.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนใหญ่ในไตรมาส 4/2025 จากการปรับโครงสร้างธุรกิจและลดน้ำหนักการลงทุนในรถยนต์ไฟฟ้าแบบไฟฟ้าล้วน หันมาเน้นรถ Hybrid และ Plug-in Hybrid มากขึ้น ขณะเดียวกันบริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (adjusted EBIT) ปี 2025 เป็นราว 7 พันล้านดอลลาร์
ค่าใช้จ่ายพิเศษดังกล่าวจะกระทบกำไรสุทธิแต่ไม่กระทบตัวเลขกำไรปรับปรุง โดย Ford ระบุว่าจะมีการใช้เงินสดรวมราว 5.5 พันล้านดอลลาร์จนถึงปี 2027 ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในปีหน้า พร้อมบันทึกการด้อยค่าทรัพย์สินด้าน EV คิดเป็นมูลค่าประมาณ 8.5 พันล้านดอลลาร์
ปรับยุทธศาสตร์ EV เน้น Hybrid–EREV และขยายสู่ธุรกิจพลังงาน
ภายใต้แผนธุรกิจใหม่ Ford จะลดการทุ่มลงทุนรถไฟฟ้าล้วนระดับราคาสูง เปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับรถ Hybrid, Plug-in Hybrid และ EREV (extended-range EV) รวมถึงยกเลิกโครงการรถกระบะไฟฟ้าขนาดใหญ่เจเนอเรชันถัดไป เพื่อหันไปพัฒนารถ EV ขนาดเล็กลงที่มีราคาจับต้องได้มากกว่า และเพิ่มการลงทุนในผลิตภัณฑ์หลักอย่างรถกระบะและ SUV เครื่องยนต์สันดาป
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญคือการปรับ F-150 Lightning จากรถไฟฟ้าล้วนไปเป็น EREV โดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าคู่กับเครื่องยนต์เบนซินที่ทำหน้าที่เป็น generator ควบคู่กับการใช้โรงงานแบตเตอรี่ใน Kentucky และ Michigan เพื่อรุกธุรกิจระบบกักเก็บพลังงานแบบ stationary สำหรับศูนย์ข้อมูลและโครงข่ายไฟฟ้า โดย Ford คาดว่าจะสามารถผลิตและส่งมอบโซลูชันด้าน storage ได้ภายในปี 2027 ด้วยกำลังการผลิตราว 20 GWh ต่อปี
บริษัทจะมุ่งพัฒนา EV ในอเมริกาเหนือบน Universal EV Platform แพลตฟอร์มใหม่ที่มีต้นทุนต่ำและยืดหยุ่น รองรับรถไฟฟ้าขนาดเล็กหลายรุ่น โดยรถรุ่นแรกจะเป็นกระบะขนาดกลางแบบเชื่อมต่อเต็มรูปแบบ ผลิตที่โรงงาน Louisville Assembly เริ่มในปี 2027 Ford ระบุว่าแผนใหม่คาดจะช่วยให้ธุรกิจ Model e ซึ่งดูแลรถไฟฟ้า เดินหน้าสู่จุดคุ้มทุนและทำกำไรได้ภายในปี 2029 พร้อมทยอยเห็นการปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ปี 2026 รวมถึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านกำไรของหน่วย Ford Blue (รถเครื่องยนต์สันดาป) และ Ford Pro (รถเชิงพาณิชย์และฟลีต)
คาดยอดขายเกินครึ่งมาจากรถยนต์ไฟฟ้า ภายในปี 2050
ภายใต้สมมติฐานใหม่ Ford ประเมินว่าภายในปี 2030 ราว 50% ของยอดขายทั่วโลกจะมาจากรถ Hybrid, EREV และรถ EV ไฟฟ้าล้วน เพิ่มขึ้นจากสัดส่วนราว 17% ในปี 2025 สะท้อนการถอยห่างจากกลยุทธ์ “All-in EV” แบบเดิม มาสู่พอร์ตสินค้าที่กระจายความเสี่ยงด้านเทคโนโลยียานยนต์มากขึ้น ท่ามกลางภาวะยอดขาย EV ระดับราคาสูงในสหรัฐที่ชะลอตัว หลังการยุติสิทธิประโยชน์ภาษี 7,500 ดอลลาร์ให้ผู้ซื้อบางกลุ่มเร็วกว่ากำหนด
นักลงทุนตอบรับข่าวในเชิงบวก โดยราคาหุ้น Ford ขยับขึ้นราว 2% ในการซื้อขายนอกเวลาปิดตลาดวันจันทร์ แม้ราคาปิดปกติที่ 13.65 ดอลลาร์จะอ่อนลงเล็กน้อย และหากดูตั้งแต่ต้นปี หุ้นยังปรับขึ้นเกือบ 40% สะท้อนมุมมองว่าการเปลี่ยนยุทธศาสตร์ EV ครั้งนี้อาจช่วยลดภาระการลงทุน และเร่งการสร้างผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่มีอยู่
สำหรับไทย การที่ Ford เลือกชะลอการรุกตลาดรถไฟฟ้าล้วนและกลับมาเน้นรถกระบะขนาดกลางแบบ Hybrid/EREV มีนัยต่อทิศทางตลาดรถกระบะและ pick-up base ที่ Ford ผลิตและจำหน่ายในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะในช่วงที่ภาครัฐไทยกำลังกำหนดมาตรฐานมลพิษและโครงสร้างภาษีใหม่ กลยุทธ์ใหม่ของ Ford อาจทำให้มีตัวเลือกเครื่องยนต์ทางเลือกในรถกระบะมากขึ้น แทนการกระโดดไปรถไฟฟ้าล้วนในทันที ทั้งยังส่งสัญญาณให้ผู้ผลิตรายอื่นในไทยอาจทบทวนจังหวะลงทุน EV และหันมาผสานเทคโนโลยี Hybrid/EREV เป็นสะพานเชื่อมสู่การใช้ EV เต็มรูปแบบในระยะยาว
ที่มา: https://www.cnbc.com/2025/12/15/ford-ev-pullback.html








