G7 เตรียมจัดประชุมฉุกเฉินของรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เพื่อประเมินผลกระทบจากสงครามใน Iran ต่อเสถียรภาพตลาดพลังงานและแรงกดดันเงินเฟ้อทั่วโลก ท่ามกลางความตึงเครียดภายในกลุ่มที่เพิ่มสูงขึ้นจากปฏิบัติการโจมตีทางทหารในตะวันออกกลาง
กลุ่มประเทศ G7 ซึ่งประกอบด้วยสหรัฐฯ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร กำลังเผชิญบททดสอบด้านการทูตครั้งสำคัญ หลังการโจมตี Iran เมื่อ 28 กุมภาพันธ์โดยสหรัฐฯ และ Israel จุดชนวนให้เกิดคลื่นการโจมตีกว้างขวางในภูมิภาค รวมถึงฐานทัพนานาชาติ ทำให้ความเป็นเอกภาพของกลุ่มถูกตั้งคำถามรุนแรงยิ่งขึ้น
รอยร้าวด้านการทูตในกลุ่ม G7
ฝรั่งเศสในฐานะประธาน G7 เป็นผู้เรียกประชุมฉุกเฉิน โดยให้ความสำคัญทั้งต่อมิติความมั่นคงและผลกระทบทางเศรษฐกิจในประเทศ ท่ามกลางความกังวลว่า ราคาพลังงานที่สูงยืดเยื้ออาจซ้ำเติมเงินเฟ้อและเศรษฐกิจฝรั่งเศสในช่วงก่อนการเลือกตั้ง โดยรัฐมนตรีคลัง Roland Lescure จะเป็นประธานการหารือร่วมกับรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของชาติสมาชิก
เยอรมนีเลือกใช้แนวทางประนีประนอมทางการทูต ขณะเดียวกันก็แสดงความกังวลต่อผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจยุโรปและเศรษฐกิจโลก โดย Bundesbank มองว่าสงครามในตะวันออกกลางกำลังกลายเป็นภาระต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผ่านช่องทางราคาพลังงานและความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ
สหราชอาณาจักรกำลังเผชิญแรงกดดันทางการเมืองเรื่องท่าทีต่อสงคราม ขณะที่รัฐบาลภายใต้การนำของ Keir Starmer เลือกไม่เข้าร่วมโจมตี Tehran แต่ยังยืนยันความร่วมมือด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ ขณะเดียวกันกระทรวงการคลังต้องปกป้องแผนเศรษฐกิจท่ามกลางต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น
แรงสั่นสะเทือนต่อพลังงาน-ตลาดทุนโลก
สำหรับตลาดการเงิน ภาพรวมยังคงผันผวนสูงโดยมีภาคพลังงานเป็นศูนย์กลาง นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs มองว่าการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานกำลังกดดันให้ราคาพลังงานสูงขึ้น พร้อมกับทำให้บรรยากาศการลงทุนระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดก๊าซธรรมชาติยุโรป ขณะที่ Barclays เตือนว่าหากราคาน้ำมัน Brent ขยับเข้าใกล้ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ดัชนีหุ้นยุโรปอย่าง Stoxx 600 อาจเผชิญแรงขายราว 8%
Deutsche Bank ประเมินว่าสถานการณ์ใน Iran เป็นปัจจัยหลักที่ตลาดจับตา แต่ระดับความตึงเครียดด้านการเงินและเศรษฐกิจยังไม่ถึงจุดที่มักสอดคล้องกับภาวะถดถอยหรือการปรับฐานครั้งใหญ่ของตลาดหุ้น ทว่าแนวโน้มด้านพลังงานยังเป็นความเสี่ยงสำคัญ หากความไม่สงบในตะวันออกกลางยืดเยื้อหรือรุนแรงขึ้น
ช่องทางส่งผ่านมาถึงเศรษฐกิจไทย
ผลต่อไทยอยู่ที่ช่องทางราคาพลังงานเป็นหลัก หาก G7 ประเมินว่าความเสี่ยงอุปทานน้ำมันและก๊าซยังสูง และตลาดโลกตอบสนองด้วยราคาที่พุ่งขึ้นต่อเนื่อง ต้นทุนพลังงานนำเข้าของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น กดดันเงินเฟ้อและต้นทุนภาคการผลิต ขณะเดียวกันความผันผวนในตลาดทุนโลกจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์อาจสะท้อนผ่านกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย และเพิ่มความเสี่ยงต่อการลงทุนในตลาดหุ้นและพันธบัตรไทยมากขึ้นด้วย
ที่มา: https://www.cnbc.com/2026/03/08/global-week-ahead-diplomacy-in-ruins-as-g7-meets-on-iran.html








